วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อภิสิทธิ์ คิดพิเรนท์ เรื่องเขาพระวิหาร


"หาจุดยืนอะไรไม่ได้ จากการพูดเมื่อเป็นฝ่ายค้าน จากการไม่นำพาที่จะพิทักษ์สิทธิ์เหนือดินแดน ทั้งที่อยู่ในอำนาจมาเกือบ 2 ปี ง่ายๆ ขณะนี้ จะให้สภายอมรับ MOU 43 เดิมอีก ที่มีข้อผูกพัน เรื่องการเลือกใช้แผนที่ เส้นเขตแดน ที่รับรู้มาตลอด เกือบ 50 ปี ว่าตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทย"

พธม.แถลงการณ์ประณามรัฐ ตระบัดสัตย์งุบงิบนำบันทึกผลการประชุมเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เข้าสภา ฉะ “มาร์ค” ทั้งที่ตกลงจะให้แค่เปิดวาระเท่านั้น กลับให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เชื่อเร่งรัดวาระอื่นๆ เรียกร้องรัฐสภาอย่าลงมติรับรองผลการประชุม ชี้ อาจผิดอาญามาตรา 119 ประกาศเชิญพี่น้องประชาชนร่วมชุมนุมค้านมติ 2 พ.ย.นี้ หน้าสภา เวลา 08.00 น.



คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงการณ์

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.เวลา 14.00 น.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้อ่านแถลงการณ์ หลังจากแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประชุมกันที่บ้านพระอาทิตย์เพื่อหารือกรณีรัฐบาลได้นำร่างบันทึกข้อตกลงคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา (เจบีซี) เข้าสู่ที่ประชุมร่วม 2 สภา ดังนี้

แถลงการณ์ฉบับที่ 11/2553 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่องประณามรัฐบาลตระบัดสัตย์ หยุดรัฐบาลขายชาติ

ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 โดยให้ดำเนินการยกเลิกข้อผูกพันทั้งปวงที่มีการอ้างอิงแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยประเทศฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียวที่รุกล้ำดินแดนไทยเป็นจำนวนมาก และได้เรียกร้องให้ผลักดันทหารและชาวกัมพูชาออกจากดินแดนไทยโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมกับได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8/2553 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 ซ้ำอีกครั้งเพื่อเร่งรัดให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2553 ตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ และภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวคัดค้านข้อผูกพันทั้งปวงระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เกี่ยวเนื่องกับแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว และทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ยอมรับเป็นหลักฐานในทางสาธารณะว่าเห็นด้วยกับภาคประชาชนหลายประการ ซึ่งรวมถึงการยอมรับว่าเส้นเขตแดนของไทยในบริเวณปราสาทพระวิหารนั้น ฝ่ายไทยได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหารแต่เพียงอย่างเดียว อีกทั้ง นายอภิสิทธิ์ ยังยอมรับอีกด้วยว่า มีกองกำลังทหารกัมพูชา ชุมชนชาวกัมพูชา และสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาได้รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยและเพิ่มจำนวนมากขึ้นในบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร และรัฐบาลไทยพร้อมที่จะใช้ทั้งการทูตและการทหารเพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหาการที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำและยึดครองในบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ตลอดจนประกาศว่าจะดำเนินการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกับรัฐบาลก่อนที่จะนำบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ทั้ง 3 ครั้ง เพื่อขอรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสมาชิกรัฐสภา

ทั้งนี้ บันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) 3 ครั้งนั้น เป็นผลผลิตต่อเนื่องมาจากข้อผูกพันระหว่างไทย-กัมพูชาหลายฉบับที่ให้ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว
โดยมีจุดเริ่มต้นมาจาก บันทึกความเข้าใจการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 (MOU 2543) ต่อมามีการจัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมทางบก ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (TOR 2546) และมติรัฐสภาในคราวประชุมลับเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 ที่เห็นชอบกรอบการเจรจาข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนบริเวณเขาพระวิหาร และเอกสารกรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา ตลอดแนวในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) จึงได้ประชุมไป 3 ครั้ง ในการจัดทำร่างข้อตกลงชั่วคราวเพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกในพื้นที่บริเวณรอบปราสาทพระวิหารเสียใหม่ ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการสูญเสียดินแดนในทางพฤตินัยโดยทันที และอาจสูญเสียดินแดนในทางนิตินัยในอนาคต ดังนี้

1. พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารถือเป็นส่วนหนึ่งของระวางดงรักจากช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษจนถึงช่องบก จ.อุบลราชธานี ถือเป็นพื้นที่ซึ่งสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) ได้ตกลงกันในตัวบทในข้อ 1 ว่า บริเวณดังกล่าวให้ยึด “แนวสันปันน้ำ” เป็นเส้นเขตแดน ต่อมาจึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการผสมระหว่างสยามฝรั่งเศสชุดแรกตามสนธิสัญญาระหว่างสยามฝรั่งเศส ค.ศ.1904 ซึ่งได้มีการเดินทางสำรวจและปักปันในบริเวณดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1906 (พ.ศ. 2449) และได้สรุปรายงานการปักปันว่าให้ใช้สันปันน้ำและหน้าผาซึ่งมีความชัดเจนตามธรรมชาติในบริเวณเขาพระวิหารเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีการจัดทำหลักเขตแดน แม้ต่อมาสยามกับฝรั่งเศสมีการแลกแผ่นดินในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) และมีการตั้งคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ชุดที่สอง ขึ้นมา ก็มิได้เปลี่ยนแปลงผลของการสำรวจและปักปันเขตแดนของคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ในชุดแรกที่ได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนแต่ประการใด

ดังนั้น การที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ไปดำเนินการให้มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนซ้ำ ในพื้นที่ซึ่งได้มีการสำรวจและปักปันโดยให้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนเสร็จสิ้นเมื่อ 103 ปีที่แล้ว จึงย่อมเท่ากับว่าฝ่ายไทยได้สละหลักการที่ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาแต่เพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็น “เส้นเขตแดนอย่างอื่น” ที่ขึ้นอยู่กับการตกลงกันใหม่ระหว่างคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และทำให้กัมพูชาและนานาชาติย่อมเข้าใจว่า “เส้นเขตแดนอย่างอื่น” ที่จะตกลงกันใหม่นั้นย่อมหมายถึงแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียวตามข้อผูกพันระหว่างไทย-กัมพูชา หลายฉบับ

ทั้งนี้ แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ได้กินรุกพื้นที่เข้ามาในดินแดนฝั่งไทยบริเวณรอบปราสาทพระวิหารถึง 2,875 ไร่ และจะรุกล้ำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยบริเวณระวางดงรักจากช่องบกถึงช่องสะงำรวมทั้งสิ้น 87,500 ไร่โดยทันที

2.ข้อผูกพันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ปรากฏให้มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น ได้ปรากฏในเอกสารของกรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศและทัศนคติของ นายวศิน ธีรเวชญาณ ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ฝ่ายไทยซึ่งจะเป็นผู้ที่มีอำนาจเป็นตัวแทนประเทศไทยไปเจรจาเส้นเขตแดนกับฝ่ายกัมพูชา ได้แสดงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาหลายครั้ง ว่าจะยึดแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นหลักสำคัญยิ่งกว่าแนวสันปันน้ำ ยิ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ข้อผูกพันระหว่างไทย-กัมพูชา ในเรื่องแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ในช่วงเวลาที่ผ่านนั้น ไม่ได้มีหลักประกันว่าจะยึดหลักตามแนวสันปันน้ำดังที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเอาไว้แต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามกลับจะเป็นอันตรายต่อการสูญเสียดินแดนอย่างใหญ่หลวงในที่สุด

3. ข้อผูกพันตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่อาจถือได้ว่าเป็นการสละแนวสันปันน้ำแล้วมาแสวงหาเส้นเขตแดนอย่างอื่นโดยการตัดสินใจร่วมกันของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ได้สร้างความเชื่อต่อนานาชาติว่าเส้นเขตแดนอย่างอื่นที่จะมีการจัดทำหลักเขตแดนใหม่นั้นหมายถึงแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,00
ดังปรากฏเป็นหลักฐานตามที่องค์การยูเนสโกได้ส่งเงินมาสนับสนุนให้ปรับปรุงซ่อมแซมตลาดชุมชนชาวกัมพูชาในดินแดนไทยรอบปราสาทพระวิหาร โดยเชื่อตามรายงานของกัมพูชา ว่า ทหารไทยได้รุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชารอบปราสาทพระวิหารตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว


4.ในบันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ได้มีเอกสารประกอบเป็นร่างข้อตกลงชั่วคราวระหว่างไทย-กัมพูชา ที่หมกเม็ดอาศัยสมาชิกรัฐสภาเพื่อไปยืนยัน MOU 2543 และ TOR 2546 ที่ไปยอมรับแผนที่มาตรา 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

อีกในร่างข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวยังกำหนดให้ทหารทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นของไทย โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงชุมชนชาวกัมพูชาและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร
ดังนั้น หากตกลงกันไม่ได้ชุมชนชาวกัมพูชาก็จะสามารถอยู่ได้นานโดยไม่มีกรอบระยะเวลาและจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในบริเวณดังกล่าวอย่างไม่มีขีดจำกัดดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยในร่างข้อตกลงดังกล่าวฝ่ายไทยไม่สามารถใช้กองกำลังผลักดันต่อไปได้ ดังนั้น การรับรองผลประชุมที่มีร่างข้อตกลงชั่วคราวโดยมติของสมาชิกรัฐสภา จึงถือเป็นการทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนในทางพฤตินัย และสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนในทางนิตินัยต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้น การถอนทหารของทั้งสองประเทศออกจากดินแดนไทย หากมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้สำเร็จก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น สามารถดำเนินการเข้าบริหารจัดการให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอันเป็นความขัดแย้งต่อการปฏิบัติการในการดำเนินการในเรื่องการ “ถอนกำลังทหารทั้งสองประเทศ” ให้ “ออกจากดินแดนไทย” ที่ทำให้ไทยต้องสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน โดยมีนานาชาติเข้ามาบริหารจัดการในพื้นที่มรดกโลกดังกล่าวเป็นการถาวร


5. เอกสารประกอบการบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) มีหลายส่วนที่มีการปราศรัยพาดพิงกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำอธิปไตยและดินแดนฝ่ายกัมพูชาซึ่งถือเป็นการละเมิด MOU 2543 ไม่ว่าจะเป็นรอบปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย ฯลฯ อันถือเป็นบันทึกการปราศรัยที่เป็นเท็จโดยที่ไม่ปรากฏการปราศรัยโต้แย้งของฝ่ายไทยในบันทึกการประชุมแต่ประการใด
การนำบันทึกการปราศรัยด้วยข้อความอันเป็นเท็จให้สมาชิกรัฐสภารับรอง ย่อมเท่ากับเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงในอนาคต

แม้ตัวแทนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและนักวิชาการได้ยื่นการคัดค้านและข้อห่วงใยในปัญหาข้างต้นต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้ได้รับทราบแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง ได้แก่ การยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 8/2553 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2553 การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนายอภิสิทธิ์ และตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและนักวิชาการโดยการถ่ายทอดสดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2553 รวมถึงการยื่นหนังสือของตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเช้าวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2553

แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลกลับไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาทั้งในเรื่องข้อผูกพันในแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยในบริเวณรอบปราสาทพระวิหารแต่ประการใด ซ้ำร้ายรัฐบาลกลับพยายามเดินหน้าดำเนินการนำบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาเข้าขอความเห็นชอบจากที่ประชุมสมาชิกรัฐสภา และปล่อยปละละเลยให้ทหารกัมพูชารุกล้ำ และยึดครองดินแดนไทยตามชายแดนเพิ่มขึ้นอีกหลายจุดอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้มารวมตัวประชุมกัน และมีมติดังต่อไปนี้

1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประณามการกระทำของรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ที่ได้ตระบัดสัตย์นำเรื่องบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ทั้ง 3 ครั้ง เข้าสู่ที่ประชุมของสมาชิกรัฐสภาโดยปล่อยให้มีการอภิปรายและกำหนดวาระที่จะลงมติในการประชุมสมาชิกรัฐสภาครั้งหน้าในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553
ทั้งๆ ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ตกลงกับตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและนักวิชาการและสมาชิกวุฒิสภาบางคนในเช้าวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ว่า จะเพียงแค่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเปิดวาระและจะปิดการประชุมทันทีโดยยังไม่มีการพิจารณาใดๆ

การนำวาระดังกล่าวเข้าที่ประชุมของรัฐสภาแล้วปล่อยให้มีการพิจารณาต่อเนื่อง แท้ที่จริงแล้วเป็นเล่ห์เพทุบายของฝ่ายรัฐบาล เพราะมีการเร่งรัดวาระอื่นๆ ก่อนหน้าให้ลงมติในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งมีการวางแผนให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลงดอภิปรายวาระก่อนหน้าเพื่อประหยัดเวลา นอกจากนั้นยังปรากฏเป็นข่าวสารจาก นายปาย สิฟาน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2553 ว่า กัมพูชาจะไม่นำปัญหาข้อพิพาทชายแดนกับประเทศไทย เข้าหารือกับนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาติ เนื่องจากประเทศไทยให้คำมั่นว่า “รัฐสภาไทยจะอภิปรายเพื่อลงมติข้อตกลง 3 ฉบับ ของคณะกรรมาธิการเขนแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC)” ย่อมแสดงให้เห็นว่า มีการสมรู้ร่วมคิดกับกัมพูชาในการทำให้ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบกัมพูชา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สามารถเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาการรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยได้ จึงย่อมแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลไทยกลับฉกฉวยโอกาสอาศัยช่วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนกับปัญหาอุทกภัย สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลกัมพูชาตระบัดสัตย์หลอกลวงคนไทยในการขายชาติขายแผ่นดิน

2.เราขอร้องต่อสมาชิกรัฐสภาอย่าได้ลงมติรับรองบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 หรือในวันอื่นใดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในมาตรา 70 และ 71 เพราะอาจทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ราชอาณาจักร หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศหรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมไป มิเช่นนั้น อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 ซึ่งต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต และอาจทำให้ประชาชนต้องเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติเห็นชอบกับบันทึกผลการประชุมดังกล่าวโดยทันที

3.การที่รัฐบาลได้ตระบัดสัตย์ต่อตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและนักวิชาการ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเชื่อถือในคำพูดหรือการเจรจาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ จึงขอเชิญพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกเพศทุกวัย ทุกภูมิภาคได้มาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยมาชุมนุมภายใต้ข้อกฎหมายเพื่อคัดค้านการลงมติของสมาชิกรัฐสภาเพื่อรับรองบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ในเช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 ที่หน้ารัฐสภา เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป

4.ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ได้ยื่นหนังสือ โทรศัพท์ หรือส่งข้อความผ่านโทรสาร อีเมล เฟซบุ๊ก และชุมนุมหน้าบ้าน หรือสำนักงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตของท่านเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายและร้องขอให้สมาชิกรัฐสภาหยุดการขายชาติโดยให้คัดค้านบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ในการประชุมสมาชิกรัฐสภาให้สำเร็จโดยเร็วก่อนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553

5.ขอเรียกร้องให้ข้าราชการทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 77 ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ เข้าผลักดันการรุกล้ำและยึดครองแผ่นดินไทยโดยทันที

ด้วยจิตคารวะ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


28 ตุลาคม พ.ศ.2553”





คลิกที่นี่ เพื่อฟัง "พธม.แถลงฉะรัฐตระบัดสัตย์ซุกบันทึกไทย-เขมร เข้าสภา นัดแสดงพลัง 2 พ.ย."



**"สนธิ” ฉะนายกฯ โกหก ปชช. - ส่งทนายฟ้องศาล ปค.ระงับ MOU43**

http://forum.serithai.org/index.php?topic=3386.0

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072311

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072311




thailand-sm


เพลงต้องห้ามในยุค 2505
<a href="//www.youtube.com/watch?v=4zy_ua15EOM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=4zy_ua15EOM</a>

แต่งและร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์
ถูกรัฐบาล สั่งห้ามเปิดออกอากาศ ณ ช่วงเวลานั้น



Quote
หลายคนที่ไม่รู้อาจเข้าใจว่า ศาลโลกก็เหมือนกับศาลทั่ว ๆ เหมือนศาลในประเทศไทยกฏระเบียบเหมือน ๆ กัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ศาลโลก ก็คือศาลโลก จะนำมาตราฐานศาลไทยไปเทียบไม่ได้เพราะกฏระเบียบไม่เหมือนกัน เช่น การประกาศเขตแดนกรณีที่มีข้อพิพาทให้ประเทศไหนนั้น หากประเทศ 2 ประเทศที่เป็นข้อพิพาทต่างอ้างสิทธิในเขตแดนนั้น เมื่อศาลโลกตัดสินแล้วแต่ยังมีประเทศที่คัดค้านคำตัดสินนั้นก็สามารถคัดค้านได้โดยไม่มีวันหมดอายุ คัดค้านไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีหลักฐานเอกสารใหม่ยื่นเข้าไปให้ศาลโลกตัดสินใหม่ได้อีกครั้ง และศาลโลกก็สามารถตัดสินใหม่ได้เรื่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลหลักฐานใหม่ที่ประเทศนั้นยื่นเรื่องอีกครั้ง

แต่ศาลโลกมีกฏระเบียบตั้งขึ้นมาว่าด้วยเรื่องเขตแดนจะยุติคำตัดสินได้ด้วยการใช้หลักเขตแดนตามแนวสันปันน้ำเป็นที่สิ้นสุดคำพิพากษา ตามที่ทุก ๆ ประเทศในโลกนี้ใช้เป็นมาตราฐานเดียวกันคือแบ่งเขตแดนตามแนวสันปันน้ำ



เขมรเม้งแตก ด่าแผนที่โลกของ google ชี้ชัดเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนสันปันน้ำไทย

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000017086

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เตรียม ขายพืชผล - อาหารโลกขาดแคลน อีกรอบ


“UN officials speculated that the crisis could add an additional 100 mil- lion hungry people to the billion already living on less than US$1 a day, the common measure of absolute poverty.”

Skyrocketing Food Prices: A Global Crisis

by Janet H. Clark

As the year 2008 got under way, upwardly spiraling food prices became of increasing concern to international organizations and relief agencies, national governments, and consumers everywhere. UN officials speculated that the crisis could add an additional 100 million hungry people to the billion already living on less than US$1 a day, the common measure of absolute poverty. The impact of rising food prices was greatest in less-developed countries (LDCs), where spending on food accounted for 40–60% of income, compared with about 15% in industrialized countries.

Even in industrialized countries, poor families were being severely affected by a general rise in prices, especially when combined with an economic downturn and higher unemployment. Food prices in the 30 Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) member countries rose by 7.2% year on year in both July and August, the biggest increases since 1990, and in the US the Department of Labor reported that grocery-store food prices rose by 6.6% in 2008, the largest increase since 1980.

With spiking food costs came a growing threat to food security, which provoked political repercussions in many LDCs. In Haiti, for example, food riots led to the ousting of Prime Minister JacquesÉdouard Alexis on 12

April, and the lack of a replacement until July left the government in a state of paralysis while social and economic conditions continued to deteriorate.

Prices of staple foodstuffs escalated alarmingly on world markets. In the first half of the year, the price of internationally traded food commodities, led by grains, rose by 56%. In the first quarter alone, the prices of wheat and corn (maize) rose by 130% and 30%, respectively, over the same period a year earlier, while the cost of rice climbed 10% in both February and March. By midyear the prices of corn, wheat, and soybeans had more than doubled, while that of rice had tripled.

A number of factors contributed to the increases in food prices. One was the economic emergence of China and India, whose populations were becoming increasingly affluent and thus boosting their food consumption; in China annual per capita consumption of meat rose to 54 kg (about 119 lb) from 20 kg (44 lb) in 1985. Another major factor was the increased output of biofuels made from grains and oilseeds in the US and the European Union, where there were generous—and controversial—tax concessions or direct financial support for producers, retailers, or users of biofuels. In July an OECD report strongly criticized these incentives as costly and ineffective and recommended that governments refocus their policies. Partially associated with this was the restrictive and trade-distorting effect of a high level of government support to farmers in many OECD countries, which in 2007 amounted to US$258 billion, or 23% of farm incomes. A surge in petroleum prices led to increased fertilizer and transport costs. In many countries adverse weather led to crop failure, speculation on commodity markets, and hoarding. When Cyclone Nargis struck Myanmar (Burma) on 2 May, it generated a 4-m (12-ft)-high storm surge that devastated the rice-producing Irrawaddy delta. During August and September, Haiti, already suffering from food shortages, was battered by four successive hurricanes. The depreciation of the US dollar against the euro and other currencies early in the year contributed to the rise in dollar-denominated commodity prices. The International Food Policy Research Institute (IFPRI) estimated that 15–27% of the increase was from the dollar’s decline. At the same time, countries in Asia and the Middle East that linked their currencies to the weakening dollar experienced overheated economies and suffered higher prices than countries with more flexible exchange rates.

The World Food Programme (WFP) was the main distributor of emergency food relief, with activities in more than 75 countries. In

March, however, the orga nization announced that it was short of money because of the soaring price of cereals and other foodstuffs. At the UN heads of government meeting in June, the WFP reported that it had received US$1.2 billion in aid, including an unexpected US$500 million from Saudi Arabia. Among 60 low-income food-deficit countries surveyed early in the year by the Food and Agriculture Organization (FAO), the most widespread response was to remove or reduce import tariffs on food. This was especially true in South and East Asia, the Middle East, and North Africa. Given that tariff levels on cereals and vegetable oils were already relatively low, however, at 8% and 14%, respectively, only small proportions of the price rises were offset.

In the Middle East, drought reduced the summer harvest, and many major wheat producing countries, including Iran, Iraq, and Syria, were forced to increase imports. In Saudi Arabia the annual inflation rate soared to 10.6% in June, its highest rate in 30 years, and wheat production was extremely costly because of huge farm subsidies. The Saudi government decided in August that it would make economic sense to outsource its farming and was considering the purchase of rice farms in Thailand through a new investment fund set up to buy agricultural land overseas.

United Arab Emirates investors looking for land for agricultural development favored Pakistan, Kazakhstan, and The Sudan. In early May, Prime Minister Samak Sundaravej of Thailand (the world’s biggest rice producer) proposed the formation of a cartel of Southeast Asian rice-producing countries (including Vietnam, Myanmar, Laos, and Cambodia) to be set up along the lines of OPEC. Laos and Cambodia favored the idea, but there were strong protests in the Philippines, the world’s biggest rice importer. In August Thailand announced plans to boost rice production by leasing 160,000 ha (395,000 ac) of unused state land to poor farmers and agribusiness for biofuel crops, sugarcane, palm, and rice. A more novel way of easing food shortages was proposed in July by scientists at the National Autonomous University of Mexico; they asserted that insects, which were nutritious and already provided part of the diet in 113 countries, should be consumed more widely. Thailand, where cricket rearing for food was already practiced by many families, hosted an FAO conference to examine the benefits of insects as a food option.

At an EU summit in July, member countries were divided on trade reform and the need to remove agricultural subsidies and reduce protectionism. For the first time, in 2008 the EU did not use the portion of its agricultural budget designated for buying and stockpiling surplus produce. The resulting unused funds, expected to reach >1 billion (about US$1.4 billion), were to be given to farmers in LDCs through 2009. Cut-price discount stores, which were already popular in the US, were proliferating in Europe and putting pressure on the more costly chains. The search for cheaper food was gathering momentum even in US cities, where there was a resurgence of socalled freegans, who scavenged through supermarket garbage bins and other sources of discarded food.

Despite the widespread fear of a continuing rise in global inflation and the number of people needing food aid, the failure to reach agreement on trade liberalization left agricultural producers in LDCs at a continuing disadvantage. The IFPRI calculated that if export bans by some 40 food-exporting countries were lifted, cereal prices would be 30% lower on average. Two small signs of hope emerged in September. Corporate and government leaders attended the first UN Private Sector Forum on Food Sustainability and the Millennium Development Goals. At the same time, the WFP unveiled Purchase for Progress, an initiative by which governments and private foundations (notably the Bill & Melinda Gates Foundation and the Howard G. Buffett Foundation) would finance WFP purchases of foodstuffs from small farmers in LDCs, which would thus encourage local food production and offer small farmers better access to world markets.

Janet H. Clark is an editor, independent analyst, and writer on international economic and financial topics.

แปลโดย Google แปลภาษา

"เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติคาดการณ์ว่าวิกฤตสามารถเพิ่มอีก 100 ล้านคนหิวไปพันล้านแล้วใช้ชีวิตอยู่น้อยกว่า US $ 1 วัน, วัดทั่วไปของความยากจนสัมบูรณ์."
Skyrocketing ราคาอาหารที่ : วิกฤตทั่วโลก
โดย Janet H. Clark
ขณะที่ปี 2008 ได้ตามทาง, spiraling เหนือราคาอาหารที่กลายเป็นความกังวลของการเพิ่มให้กับองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานบรรเทา, รัฐบาลแห่งชาติและผู้บริโภคทุกที่ เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติคาดการณ์ว่าวิกฤตสามารถเพิ่มอีก 100 ล้านคนหิวไปพันล้านแล้วใช้ชีวิตอยู่น้อยกว่า US $ 1 วัน, วัดทั่วไปของความยากจนสัมบูรณ์ ผลกระทบของการขึ้นราคาอาหารที่ถูกที่สุดในประเทศน้อยกว่าการพัฒนา (LDCs) โดยที่การใช้จ่ายในอาหารคิดเป็น 40-60% ของรายได้เมื่อเทียบกับประมาณ 15% ในประเทศอุตสาหกรรม
แม้แต่ในประเทศอุตสาหกรรมครอบครัวที่ยากจนคือกำลังที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเพิ่มขึ้นของราคาทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรวมกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการว่างงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารในวันที่ 30 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นปี 7.2% ต่อปีทั้งในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเพิ่มขึ้นที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1990 และในสหรัฐอเมริกากรมแรงงานรายงานว่าร้านขายของชำร้าน ราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น 6.6% ในปี 2008 เพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 1980
ด้วยค่าใช้จ่าย spiking อาหารมาเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงด้านอาหารซึ่งกระตุ้นผลกระทบทางการเมืองในหลาย LDCs ในเฮติเช่นอาหารนำไปสู่การจลาจลการขับไล่นายกรัฐมนตรี JacquesÉdouard Alexis เมื่อวันที่ 12
April, และการขาดการทดแทนจนกว่ากรกฎาคมซ้ายของรัฐบาลในรัฐของอัมพาตในขณะที่สภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ยังคงลดลงบ้าง
ราคาของอาหารหลัก escalated ตื่นตระหนกในตลาดโลก ในช่วงครึ่งแรกของปี, ราคาของการซื้อขายสินค้าอาหารระดับนานาชาตินำโดยเมล็ดธัญพืชเพิ่มขึ้น 56% ในไตรมาสแรกเพียงอย่างเดียวราคาของข้าวสาลีและข้าวโพด (ข้าวโพด) เพิ่มขึ้น 130% และ 30% ตามลำดับจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ในขณะที่ต้นทุนของข้าวปีน 10% ในทั้งเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม โดยกลางปีราคาของข้าวโพดข้าวสาลีและถั่วเหลืองมีมากกว่าสองเท่าในขณะที่ข้าวมีถึงสามเท่า
จำนวนปัจจัยสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร หนึ่งคือการเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดียซึ่งมีประชากรเพิ่มมากขึ้นได้กลายเป็นร่ำรวยและทำให้การส่งเสริมการบริโภคอาหารของพวกเขาในประเทศจีนประจำปีต่อการอุปโภคบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นถึง 54 กก. (ประมาณ £ 119) จาก 20 กก. (44 ปอนด์) ในปี 1985 อีกปัจจัยที่สำคัญคือผลผลิตที่เพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ทำจากธัญพืชและ oilseeds ในสหรัฐและสหภาพยุโรปที่มีน้ำใจและภาษีแย้งสัมปทานหรือการสนับสนุนทางการเงินโดยตรงในการผลิต, ค้าปลีกหรือผู้ใช้ของเชื้อเพลิงชีวภาพ ในเดือนกรกฎาคมรายงาน OECD ขอวิจารณ์แรงจูงใจเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายสูงและไม่มีประสิทธิภาพและขอแนะนำให้นโยบายของรัฐบาลละแวกเดียวกัน บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับครั้งนี้มีผลต่อการ จำกัด และการค้า - บิดเบือนในระดับสูงของการสนับสนุนจากภาครัฐให้กับเกษตรกรในประเทศ OECD จำนวนมากซึ่งในปี 2007 เป็นจำนวนเงินบาท $ 258,000,000,000, หรือ 23% ของรายได้ค่าฟาร์ม ไฟกระชากในราคาปิโตรเลียมนำไปสู่การใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ในหลายประเทศอากาศที่เลวร้ายนำไปสู่ความล้มเหลวของการเพาะปลูก, การเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และการเก็บสะสม เมื่อพายุ Nargis ถล่มพม่า (พม่า) วันที่ 2 พฤษภาคมจะสร้าง 4 เมตร (12 ฟุต) คลื่นพายุสูงที่ทำลายสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดีที่ผลิตข้าว ในระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายน, เฮติ, แล้วทรมานจากการขาดแคลนอาหารเป็นทอดโดยสี่พายุเฮอริเคนต่อเนื่อง ค่าเสื่อมราคาของเงินดอลลาร์สหรัฐฯกับเงินยูโรและสกุลเงินอื่น ๆ ในช่วงต้นปีจ่ายเงินสมทบเข้าเพิ่มขึ้นในสกุลเงินดอลล่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ International Food Policy Research Institute (IFPRI) ประมาณ 15-27% ของที่เพิ่มขึ้นมาจากการลดลงของเงินดอลลาร์ ในขณะเดียวกันประเทศในเอเชียและตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงกับสกุลเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงของพวกเขามีประสบการณ์ทางเศรษฐกิจที่ได้ทำให้ตื่นเต้นมากเกินไปและประสบราคาสูงกว่าประเทศที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นอัตราแลกเปลี่ยน
โครงการอาหารโลก (WFP) เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักของอาหารบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินไปกับกิจกรรมในกว่า 75 ประเทศทั่วโลก ใน
มีนาคม แต่ nization orga ประกาศว่าได้มีเงินเพราะราคาที่ถีบตัวขึ้นของธัญพืชและอาหารอื่น ๆ ที่สหประชาชาติในที่ประชุมหัวหน้ารัฐบาลในเดือนมิถุนายน WFP รายงานว่ามันได้รับบาท $ 1200000000 ในการช่วยเหลือรวมทั้งไม่คาดคิด US $ 500 ล้านบาทจากประเทศซาอุดิอารเบีย ในบรรดา 60 ประเทศที่มีรายได้ต่ำขาดดุล - สำรวจอาหารในช่วงต้นปีโดยองค์การอาหารและเกษตร (FAO), การตอบสนองอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือการที่จะลบหรือลดอัตราภาษีนำเข้าในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี้เป็นจริงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ระบุว่าระดับอัตราค่าไฟฟ้าในธัญพืชและน้ำมันพืชที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว แต่ที่ 8% และ 14% ตามลำดับมีเพียงสัดส่วนเล็ก ๆ ของราคาเพิ่มสูงขึ้นได้ชดเชย
ในตะวันออกกลาง, ภัยแล้งลดลงเก็บเกี่ยวฤดูร้อนและหลายประเทศที่สำคัญผลิตข้าวสาลีรวมทั้งอิหร่าน, อิรักและซีเรียถูกบังคับให้เพิ่มการนำเข้า ในซาอุดิอารเบียอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นไปประจำปี 10.6% ในเดือนมิถุนายนมีอัตราสูงสุดในช่วง 30 ปี, และการผลิตข้าวสาลีได้รับค่าใช้จ่ายสูงมากเนื่องจากเงินอุดหนุนฟาร์มขนาดใหญ่ รัฐบาลประเทศซาอุดิตัดสินใจในเดือนสิงหาคมที่มันจะทำให้ความรู้สึกทางเศรษฐกิจแก่ Outsource การทำฟาร์มและถูกพิจารณาซื้อของนาข้าวในประเทศไทยผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อซื้อที่ดินเกษตรในต่างประเทศ
สหรัฐอาหรับเอมิเรนักลงทุนมองหาที่ดินเพื่อการพัฒนาการเกษตรที่ชื่นชอบปากีสถานคาซัคสถานและซูดาน ในต้นเดือนพฤษภาคมนายกรัฐมนตรีนายสมัครสุนทรเวชแห่งประเทศไทย (ผู้ผลิตข้าวใหญ่ที่สุดของโลก) ได้เสนอรูปแบบของการตกลงของประเทศข้าวที่ผลิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมทั้งเวียดนาม, พม่า, ลาวและกัมพูชา) ที่จะจัดตั้งขึ้นตามสายของ OPEC . ลาวและกัมพูชาที่ชื่นชอบความคิด แต่มีการชุมนุมประท้วงที่แข็งแกร่งในประเทศฟิลิปปินส์ผู้นำเข้าข้าวใหญ่ที่สุดของโลกในเดือนสิงหาคมไทยประกาศแผนการที่จะเพิ่มการผลิตข้าวโดยใช้ลิสซิ่ง 160,000 เฮคแตร์ (395,000 AC) ของรัฐที่ไม่ได้ใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรที่ยากจนและธุรกิจการเกษตรสำหรับพืชเชื้อเพลิงชีวภาพ, ปาล์ม, อ้อยและข้าว วิธีการใหม่มากขึ้นทำให้สบายขาดแคลนอาหารในเดือนกรกฎาคมมีการเสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลแห่งชาติของประเทศเม็กซิโกพวกเขาอ้างว่าแมลงที่มีคุณค่าทางโภชนาการและให้บริการอยู่แล้วส่วนหนึ่งของอาหารใน 113 ประเทศทั่วโลกควรบริโภคให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ประเทศไทยที่ซึ่งการเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาหารได้ปฏิบัติอยู่แล้วโดยครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมเอฟเอโอในการตรวจสอบผลประโยชน์ของแมลงเป็นตัวเลือกอาหาร
ที่ประชุมสุดยอดสหภาพยุโรปในเดือนกรกฎาคมโดยแบ่งประเทศสมาชิกในการปฏิรูปการค้าและจำเป็นต้องเอาเงินอุดหนุนทางการเกษตรและลดการปกป้อง สำหรับครั้งแรกในปี 2008 สหภาพยุโรปไม่ได้ใช้ส่วนของงบประมาณทางการเกษตรของส่วนเกินที่กำหนดไว้สำหรับการซื้อและการสำรองผลิต 1 billion (about US$1.4 billion), were to be given to farmers in LDCs through 2009.">ส่งผลให้เงินทุนที่ไม่ได้ใช้ซึ่งคาดว่าจะถึง> 1 พันล้าน (ประมาณ US $ 1400000000) มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้แก่เกษตรกรใน LDCs ผ่าน 2009 เลหลังร้านค้าส่วนลดที่ได้แล้วเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกามี proliferating ในยุโรปและการใส่ความดันในกลุ่มค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หาอาหารราคาถูกถูกรวบรวมโมเมนตัมแม้ในเมืองในอเมริกาที่มีการฟื้นตัวของ freegans socalled ผู้ scavenged ผ่านถังขยะซูเปอร์มาร์เก็ตและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ของอาหารทิ้ง
แม้จะมีความหวาดกลัวอย่างแพร่หลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อในโลกและจำนวนคนที่ต้องการการช่วยเหลือด้านอาหาร, ความล้มเหลวในการเข้าถึงข้อตกลงในการเปิดเสรีการค้าด้านซ้ายผลิตทางการเกษตรใน LDCs ที่ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง IFPRI คำนวณว่าหากห้ามการส่งออกโดยบาง 40 ประเทศการส่งออกอาหารถูกยกราคาธัญพืชจะลดลง 30% โดยเฉลี่ย สองสัญญาณขนาดเล็กของหวังเกิดในเดือนกันยายน ผู้นำองค์กรและภาครัฐเข้าร่วมงานครั้งแรกของสหประชาชาติภาคเอกชนฟอรั่มในอาหารและการพัฒนาอย่างยั่งยืน Millennium Development Goals ในขณะเดียวกัน WFP จะเปิดตัวจัดซื้อสำหรับความคืบหน้าความคิดริเริ่มโดยที่รัฐบาลและมูลนิธิเอกชน (โดยเฉพาะ Bill & Melinda Gates Foundation และ Howard G. Buffett Foundation) จะซื้อ WFP การเงินของอาหารจากเกษตรกรรายย่อยใน LDCs ซึ่งจะ จึงขอแนะนำให้การผลิตอาหารในท้องถิ่นและให้เกษตรกรรายย่อยที่ดีกว่าในการเข้าถึงตลาดโลก
Janet H. Clark เป็นบรรณาธิการ, นักวิเคราะห์อิสระและนักเขียนเกี่ยวกับเรื่องทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ