มายาภาพของนิติธรรมในกฎหมาย : ความตายของ(สิทธิ)ชุมชนในเมืองอุตสาหกรรม
(Illusion in Rule of law : Death of Environment and Community Right in
Industrial Community)
กมลวรรณ ชื่นชูใจ
สาขาวิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 34190
*E-mail: kamolwan45@gmail.com
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญภายใต้หลักการสิทธิชุมชนในการปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของขบวนการอนุรักษ์ของชุมชนในเขตเมืองอุตสาหกรรม
หรือที่เรียกว่าภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษาพบว่า
๑.การปฏิบัติการสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีการใช้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติแจ้งจับแกนนำการคัดค้าน
การถูกจับกุมโดย “กฎหมาย” ที่มีบทลงโทษทางอาญาส่งผลให้ขบวนการอนุรักษ์ขาดแนวร่วม
อ่อนแรงและยุติการเคลื่อนไหวไปโดยปริยาย
๒.กฎหมายในลำดับชั้นที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ
เป็นอุปสรรคขัดขวางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
นั่นหมายความว่ากฎหมายที่มีฐานะต่ำว่ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้มากกว่า
สภาพการบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้เป็นการทำลายหลักการสิทธิชุมชน
อันเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของการมีชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดี
๓.พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับปัญหา คือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
พ.ศ.๒๕๓๕ มิได้คุ้มครองผลประโยชน์ของชาวบ้านและสิ่งแวดล้อมดังเจตนารมย์ของกฎหมาย
แต่เป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ของนายทุน ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่ยืนยันว่า
กฎหมายตามตัวอักษรและกฎหมายในทางปฏิบัติมีความแตกต่างกัน
เจตนารมย์และนิติธรรมอันสวยหรูจึงเป็นเพียงมายาภาพในกฎหมาย
ดังนั้น ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม อำนาจการจัดการ
กลไกและเครื่องมือที่ซับซ้อนจนไม่มีผลในทางปฏิบัติจึงทำให้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ
การศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะดังนี้
๑.แก้ไขพระราชบัญญัติฯ ให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ
๒.ให้มีการตีความพระราชบัญญัติฯ ว่ามีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่.
คำสำคัญ : พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕, นิติธรรม,
สิทธิชุมชน,
Abstract
This article aims to study the exercise of constitutional right of environmental
protecting communities in industrial urban zones in compliance with the
principle of community right to protect the resource and environment. The
results of the study show:
The exercise of constitutional right is impossible due to the enforcement of
related statutes leading to multiple arrests of many environmental protecting
group leaders. The “legally justifiable” arrest is a part of enforcement of
criminal offenses that enfeeble the environmental protecting groups and block
its supporters. The groups consequently have to stop their active roles.
Constitutional by-laws are important obstacles for environmental and natural
resource protection as well as community protection. It means that subordinate
legislations are enforced more frequently, and even sometimes overshadow the
Constitution itself. Such enforcement is a key factor leading to community
right suppression despite the fact that the community right is an efficient
safeguard of good living condition and environment.
The statute directly relating to this problem is the Environmental Quality
Protection and Promotion Act B.E.2535. Contrary to its spirit, the actual
enforcement of this act is not to protect the public interest and the
environment. In fact, its enforcement becomes a tool to secure entrepreneurs’
advantages. This assertion is then to confirm that the statute and the
practicality are on a parallel. The highly respectable legal spirit as well as
rule of law is downgraded to a legal illusion.
In conclusion, the Environmental Quality Protection and Promotion Act B.E.2535
is an important obstacle for decentralization due to the general public’s
insufficient knowledge on environment, management power, impractical tools and
mechanisms provided by the statute itself.
Recommendations of this study are as follows:
Amending the Act with tremendous emphasis on the actual conditions and dynamism
of environmental problems with top priority on public participation.
Deciding the constitutionality of the Act.
Keywords: the Environmental Quality Protection and Promotion Act B.E.2535., Rule
of law, Community Right
๑. บทนำ
“ปี ๒๕๔๔ เราขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายอำเภอมาดู
แต่มีแค่ปลัดจังหวัดฝ่ายทะเบียนมา เขาบอกให้ทำใจ…หลายหน่วยงานก็ปฏิเสธที่จะช่วย
กรีนพีซ[1] ก็บอก เขาตัวเล็กเกินกว่าจะสู้
เพราะมันเกี่ยวโยงไปถึงนักการเมืองและทหาร”
(คำบอกเล่าความเดือดร้อนจากปัญหาบ่อฝังกลบขยะพิษ ที่ ต.หนองปลาไหล อ.เมือง
จ.สระบุรี)[2]
ในสถานการณ์ปัจจุบัน มิอาจปฏิเสธได้ว่า
ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้นตามการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโลก
และส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตมนุษย์อย่างใหญ่หลวงโดยไม่จำกัดเส้นแบ่งพรมแดนของรัฐชาติ
และมิใช่ความเดือนร้อนของพลเมืองเพียงชาติใดชาติหนึ่ง
หากต่างรับผลกระทบร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม
นั่นหมายความว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาของสังคมโลกาภิวัตน์
ดังที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเปรียบเทียบอย่างไพเราะว่า “เด็ดดอกไม้
สะเทือนถึงดวงดาว”
นั่นหมายความถึงการเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวของระบบนิเวศน์วิทยาที่ห่อหุ้มชีวิตมนุษย์อยู่บนโลกใบนี้
นับตั้งแต่โลกมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม
มนุษย์ค้นพบเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ควบคุมโลก ควบคุมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ความรู้ทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นตอบสนองชีวิตมนุษย์จำนวนหนึ่ง
และสร้างความเสียหายให้แก่มนุษย์จำนวนหนึ่งอยู่เสมอ
ความรู้ที่ก้าวหน้านั้นรับใช้มนุษย์ในนามของการพัฒนา
และสร้างความเสียหายให้แก่มนุษย์ในนามของการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เพียงแต่ว่าเสียงของผู้ได้รับผลบวกจากการพัฒนาจะดังกว่าเสียงของผู้ได้รับผลลบจากการพัฒนาอยู่เสมอ
สำหรับสังคมไทย
การพัฒนาอาจเริ่มต้นอย่างแท้จริงเมื่อมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
๑ ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ จวบจนปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๕๔ อาจสรุปได้ว่าด้านหนึ่งของการพัฒนาตลอดเวลา
๕๐ ปีที่ผ่านมานั้นก่อให้เกิดการทำลายและทำร้ายมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน ดิน
น้ำ ลม ฟ้า อากาศ ความซับซ้อนและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น
หลายปัญหาเป็นเรื่องที่มนุษย์ยังไม่มีองค์ความรู้ที่จะจัดการปัญหาได้อย่างฉับพลัน
มนุษย์ทำได้เพียงการเยียวยาปัญหา เช่น การเกิดคลื่นสึนามิทั้งในไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗
และในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ที่ผ่านมารวมถึงที่อื่น ๆ เช่นชิลี
สวิตเซอร์แลนด์ หรือพม่า กระทั่งเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งใช้เวลากู้ซากเรือถึง ๑๓ วัน
โดยท้ายที่สุดถึงกับต้องพึ่งองค์ความรู้ด้านโหราศาสตร์เข้ามาช่วย[3]
การยอมพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติหรือการไม่สามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้
ดังกรณีภัยพิบัติสึนามิในญี่ปุ่น
หรือไครซ์เชิร์สที่รัฐบาลต้องประกาศละทิ้งพื้นที่บริเวณแผ่นดินไหว
เนื่องจากองค์ความรู้อันก้าวหน้าของมนุษย์ไม่ส่ามารถรับมือกับปัญหาอันซับซ้อนที่รุนแรงเพิ่มขึ้นได้
เมื่อปัญหามีความรุนแรงมากขึ้น
องค์ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองหรือเยียวยาปัญหาสิ่งแวดล้อม
มนุษย์จึงสร้างมาตรการทางกฎหมายขึ้นมาด้วย
ดังการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕
ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อ “มาตรการควบคุมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างพอเพียง”[4]
หลังจากนั้น ในปี พ.ศ.๒๕๔๐ ได้มีการบรรจุหลักการสิทธิชุมชนไว้ในรัฐธรรมนูญ
นั่นหมายความว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมยังปรากฏในกฎหมาย ๒ ระดับ
คือกฎหมายปกติและกฎหมายรัฐธรรมนูญ
แต่การสร้าง “กฎหมาย” ขึ้นในสังคมนั้นมิได้ทำให้สถานการณ์ปัญหาคลี่คลาย
หรือทำให้“สิ่งแวดล้อม” ที่อยู่รอบกายมนุษย์จะฟื้นคืนสภาพดังเดิม
การเคลื่อนไหวเรียกร้องของนักอนุรักษ์ หรือเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
เช่นปัญหามลพิษที่มาบตาพุด
ปัญหาหมอกควันที่เมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลกอย่างเชียงใหม่
การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม เช่น
โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ปัญหาของคนในจังหวัดสมุทรปราการ
ซึ่งล้วนสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ การลงทุนจากต่างชาติ การท่องเที่ยว ฯลฯ
ซึ่งรัฐบาลมิอาจนิ่งดูดาย รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ
สำหรับปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาตินั้นสร้างความสูญเสียหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง
หากปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากภาคอุตสาหกรรมนั้นไม่มีวันหยุดพัก
ตราบเท่าที่ระบบเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป นั่นจึงหมายความว่าการมี “กฎหมาย”
เพียงอย่างเดียวมิได้เป็นการทำให้ “สิ่งแวดล้อม” คืนสภาพได้อย่างแน่นอน
รูปธรรมปัญหาสะท้อนชัดเจนในชุมชนอุตสาหกรรมทั่วประเทศที่สภาพนั้นวิกฤติล่วงหน้าไปก่อนที่จะมีการตรากฎหมายแล้ว
เช่นปัญหาที่ชุมชนแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและชุมชนมาบตาพุด จังหวัดระยอง
ที่เป็นตัวอย่างของชุมชนที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม
อำเภอแก่งคอย มีพื้นที่จำนวน ๘๐๑.๑ ตารางกิโลเมตร 3
เป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๓
ที่มีการก่อตั้งโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ขนาดใหญ่
“เพราะแก่งคอยเป็นแหล่งหินปูนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
หินปูนที่นี่ถูกระเบิดเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕
เพื่อเอาเศษหินปูนโรยตามรางรถไฟสายอีสาน” 4 สุเจน กรรพฤทธิ์ อธิบายว่า 5
ทรัพยากรหินปูนในแก่งคอยถูกนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ
โดยพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ในปี ๒๕๐๔
ได้เน้นลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม
สร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๒ กำหนดว่า
ภายในปี ๒๕๑๔ ไทยต้องผลิตปูนซีเมนต์ให้ได้ ๒.๕ ล้านตัน
ความต้องการปูนซิเมนต์เพื่อใช้ในการพัฒนามีมากขึ้นในสมัยรัฐบาล พลเอก ชาติชาย
ชุณหะวัณ (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๔) ที่มีนโยบาย เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า
สุเจน กรรพฤทธิ์ สรุปว่า
“ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเอื้อให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่พากันเข้ามารับสัมปทานระเบิดภูเขาหินปูนในแก่งคอยเป็นจำนวนมาก
และมีการตั้งโรงโม่หินกระจายอยู่ใกล้ภูเขาทุกลูก” 6
เหตุที่จังหวัดสระบุรีซึ่งมีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านมีความอุดมสมบูรณ์
จึงมิได้มีเพียงแต่พื้นที่อำเภอแก่งคอยเท่านั้นที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่
ยังมีพื้นที่อื่น ๆ ที่มีโรงงานเข้าไปก่อตั้ง เช่น โรงไฟฟ้าที่อำเภอหนองแซง
บ่อฝังกลบขยะพิษที่อำเภอเมือง โรงงานเซรามิคขนาดใหญ่ที่อำเภอหนองแค
ตลอดจนโรงโม่หินที่อำเภอพระพุทธบาท อุตสาหกรรมในลักษณะต่าง ๆ
ที่กระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดสระบุรีเช่นนี้ส่งผลให้สภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัดสระบุรีอยู่ในสภาพวิกฤต
และรุนแรงมาอย่างยาวนานในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอแก่งคอย
การพัฒนาเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
มิได้ส่งผลกระทบเฉพาะชุมชนแก่งคอยเท่านั้น การมีโครงการขนาดใหญ่
คือโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกที่สะสมความขัดแย้งอันเนื่องมาจากปัญหามลพิษเช่นเดียวกัน
ดังความขัดแย้งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ทำให้ประชาสังคมภาคตะวันออกต้องเคลื่อนไหว
ดังปรากฏในหนึ่งใน ร่างรายงานข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ต่อข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก” ประการหนึ่ง ว่า
“ควรสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดและดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ของตนเอง”[5]
เหตุที่ปัญหาทรัพยากรของชุมชนถูกใช้โดยที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจนับแต่เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่
๑ นั้นก่อให้เกิดการสะสมปัญหาความขัดแย้งอยู่ในชุมชน
ซึ่งในอดีตความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิของตนนั้นยังไม่เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย
ท่ามกลางรูปธรรมปัญหาที่ชุมชนต้องรับภาระ
จึงก่อให้เกิดการผลักดันแนวเรื่องการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรโดยชุมชน
โดยขบวนการประชาชนได้ผลักดันให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐
ภายใต้หลักการสิทธิชุมชน
นับตั้งแต่ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕ และกฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้
แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนแก่งคอยมิได้บรรเทาเบาบาง
สถิติจากสาธารณสุขอำเภอแก่งคอยในปี ๒๕๕๐
ระบุว่ามีคนป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจไม่น้อยกว่า ๒ หมื่นคน จากประชาชนราว ๘ หมื่นคน7
การมีกฎหมายมิได้เป็นหลักประกันว่าเสรีภาพนั้นจะได้รับการคุ้มครองเสมอไป
จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างหน้า สามารถอธิบายได้ว่าปัญหาของการมี “กฎหมาย”
คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือคุ้มครองสิทธิของชุมชน จึงไม่สำคัญเท่ากับ
“การบังคับใช้กฎหมาย” หรือทำให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติ
เนื่องจากบทความชิ้นนี้เป็นการศึกษาปัญหาการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของชุมชน จึงกำหนดขอบเขตการศึกษาดังต่อไปนี้
๑.คัมภีร์สิทธิชุมชนของนักอนุรักษ์ : ความหวังที่สูญสลายในสายลม
๒.การจับกุมโดยมิชอบ : พระราชบัญญัติที่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ
๓.เจตนารมณ์ของกฎหมาย :
ภาคปฏิบัติการวาทกรรมนิติธรรมและข้อเท็จจริงเรื่องสิ่งแวดล้อม
๒. วิธีดำเนินการศึกษา
การศึกษาเรื่องนี้ใช้วิธีการค้นคว้าเอกสาร (Documentary Research) จากตัวบทกฎหมาย
จากการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง บทความที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลสารสนเทศ
(Internet) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม
เพื่อนำข้อมูลมาสรุปเพื่อใช้ในการอ้างอิง และเรียบเรียงเป็นบทความเรื่องนี้
๓. ผลการศึกษา
การตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕ ของรัฐ
ย่อมเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากร
สภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้นอยู่ในภาวะวิกฤติจนไม่เหมาะสมสำหรับมนุษย์
สังคมจำต้องมีมาตรการทางกฎหมายออกมาคุ้มครอง
กฎหมายซึ่งเป็นกฎระเบียบของการอยู่ร่วมกันในสังคม
การมีกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมหมายถึงหลักประกันที่มนุษย์จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ
เพื่อชี้ให้เห็นถึงสภาพปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม ได้แก่
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕
บทความชิ้นนี้จึงได้นำเสนอเนื้อหาภายใต้หัวข้อ ดังต่อไปนี้
๓.๑ คัมภีร์สิทธิชุมชนของนักอนุรักษ์ : ความหวังที่สูญสลายในสายลม
“บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ
และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา
และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
(รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๔๖)
ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าวอาจกล่าวได้ว่า ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านนั้น
มีขบวนการภาคประชาสังคมด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำการเคลื่อนไหว ต่อต้าน คัดค้าน
ตลอดจนเรียกร้องให้รัฐลงมาแก้ปัญหาในหลายพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง
ดังกรณีมาบตาพุด จังหวัดระยอง โรงฟ้าที่จังหวัดประจวบคิรีขันธ์
เหมืองถ่านหินที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ฯลฯ
ความขัดแย้งในหลายกรณีกำลังอยู่ในชั้นศาล
แม้ว่าขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดังกล่าวดำเนินไปบนหลักการเรื่องสิทธิชุมชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
แต่ผู้นำของขบวนการอนุรักษ์กลับถูกจับกุมด้วย “ข้อหา” หรือ “ฐานความผิด” ตาม
พระราชบัญญัติซึ่งมีฐานะที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ
สภาพปัญหาในพื้นที่อุตสาหกรรมบ่มเพาะตัวเองจนวิกฤตเกินกว่ามนุษย์จะแก้ไขเยียวยาและสร้างความขัดแย้งระหว่างคนนอกชุมชนหรือเจ้าของกิจการและคนในชุมชน
การออกมาปฏิบัติการสิทธิชุมชนของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นมักประสบความพ่ายแพ้และถูกดำเนินคดี
หรือหากประสบชัยชนะเช่น การคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของชาวบ้านกูด-บ่อนอก
จังหวัดประจวบคิรีขันธ์
แกนนำการคัดค้านก็ต้องแลกกับการถูกดำเนินคดีในชั้นศาลในหลายคดี นอกจากนี้
ยังมีอีกหลายชุมชนที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษบ่มเพาะตนเองจนก่อให้เกิดอันตราย
และมีการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่
แต่ก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับนักอนุรักษ์ในโครงการอื่น ๆ
โดยเฉพาะชุมชนในเขตอุตสาหกรรม เช่น จังหวัดสระบุรี
จังหวัดสระบุรีมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรหินปูน
จึงเป็นพื้นที่มีที่การให้สัมปทานหินเพื่อส่งต่อวัตถุดิบไปยังภาคอุตสาหกรรม
หินปูนยังเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อตอบสนองการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างครบวงจร[6]
แก่งคอยถูกกำหนดให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
๗[7] ในปี ๒๕๕๒ แก่งคอยมีโรงงานขนาดใหญ่จำนวน ๒๒ โรงงาน รวมโรงงานทั้งสิ้น ๑๔๘
โรงงาน โดยจำแนกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมดังนี้
-อุตสาหกรรมปูนซิเมนต์
-อุตสาหกรรมการเกษตร
-อุตสาหกรรมสิ่งทอ
-อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร
-อุตสาหกรรมเครื่องสุขภัณฑ์
-อุตสาหกรรมเคมี
เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูน
แก่งคอยจึงเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมซีเมนต์ที่สำคัญของประเทศ
มีโรงงานปูนซิเมนต์ดังนี้
1.โรงปูนซิเมนต์ไทย (ต.บ้านป่า)
2.โรงปูนทีพีไอโพลีน (ต.ทับกวาง)
3.โรงปูนนครหลวง (ต.ทับกวาง)
4.โรงปูนภูมิใจไทยทำ (ต.หินซ้อน)
5.โรงงานปูนซิเมนต์เอเชีย
สภาพชุมชนแก่งคอยที่อัดแน่นไปด้วยโรงงานเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อชีวิตของคนในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประสิทธิ์ อินทะโชติ[8] หนึ่งในแกนนำผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าแก่คอย ๒ เล่าว่า
แต่ละบริษัทนั้นมีโรงงานผลิตอยู่หลายโรง
โรงงานมิได้ผลิตปูนซิเมนต์ที่ก่อปัญหาหมอกควันเพียงอย่างเดียว
หากเตาเผาปูนนั้นยังรับจ้างเผาขยะอีกด้วย
โรงปูนเหล่านี้ใช้ถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานสกปรกเป็นตัวเผาทำลาย
เนื่องจากแก่งคอยเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม จึงมิได้มีเพียงโรงงานปูนซิเมนต์ ๕
บริษัทที่ปล่อยหมอกควันจากการเผาหินปูนเท่านั้น
หากยังมีโรงงานที่เป็นลักษณะอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกจำนวนมาก โรงงานเซรามิค
ผลิตสุขภัณฑ์ส่งออกที่สร้างขยะโดยการทิ้งเซรามิคที่แตกหักเสียหาย
และไม่ได้มาตรฐานจำนวนมาก ทั้งยังไม่มีอายุการย่อยสลาย
โรงงานที่ส่งกลิ่นรบกวนระบบทางเดินหายใจด้วย อย่าง โรงงานอินโดรามา เคมิคอล
(ประเทศไทย) [9] ซึ่งเป็นบรรษัทข้ามชาติ ที่ปล่อยกลิ่นคล้ายกาแฟ[10]
สภาพความรุนแรงที่สะสมมาเช่นนี้ส่งผลให้โรงเรียนในตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย
ต้องย้ายออกในปี ๒๕๕๐ หลังจากที่ต้องทนมาเป็นเวลา ๑๑ ปี
โดยย้ายห่างอออกไปจากที่เดิม ๕ กิโลเมตร สภาพภูมิศาสตร์ที่อยู่ในหุบเขาหินปูน
จึงทำให้แก่งคอยมีมลพิษในเกือบทุก ๆ ด้าน ทั้งฝุ่น กลิ่น ขยะที่ไม่มีวันย่อยสลาย
เหล่านี้เพิ่มปริมาณขึ้นตามความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ
กระแสการอนุรักษ์เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของคนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวการสร้างโรงไฟฟ้าแก่งคอย
๒ ซึ่งมีกำลังการผลิต ๑,๔๖๘ เมกกะวัตต์ เพิ่มขึ้น ๑ เท่าตัว จากเดิม ๗๓๔ เมกกะวัตต์
เพื่อชดเชยความเสียหายมูลค่า ๔
พันล้านที่รัฐต้องจ่ายเนื่องจากไม่สามารถสร้างที่บ่อนอก หินกูด
จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ได้ การรวมตัวของประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมนั้นใช้ชื่อว่า
ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย
ได้ทำการศึกษาความเป็นมาของโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงแห่งนี้
พบว่านอกจากจะเกิดการแย่งชิงแม่น้ำป่าสักแล้ว ยังปล่อยสารพิษสะสมในแม่น้ำอีก[11]
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาสร้างความวิตกกังวลให้แก่ขบวนการประชาสังคมด้านอนุรักษ์ที่อำเภอแก่งคอยไม่น้อย
การรวมตัวกันนามของชมรมอนุรักษ์ฯ
เกิดขึ้นบนความเชื่อมั่นในสิทธิของชุมชนที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐
ข้อมูลที่ได้จากจากรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ของโรงไฟฟ้าถูกนำมาเผยแพร่รณรงค์ว่า ในปีหนึ่ง ๆ
จะมีโลหะหนักถูกปล่อยลงแม่น้ำป่าสักเท่าใด
โลหะหนักนั้นส่งผลอย่างไรต่อห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์บ้าง
การเข้ามาของโรงไฟฟ้าแก่งคอย ๒ มิได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนแก่งคอยเท่านั้น
หากส่งผลกระทบต่อชาวบ้านใน ๒ จังหวัด คืออำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก อำเภอหนองแค อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี
เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังก๊าซแห่งนี้เชื่อมต่อจากโรงไฟฟ้าวังน้อย
ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานก๊าซจากโรงไฟฟ้าราชบุรี
ที่ซื้อพลังงานก๊าซมาจากประเทศพม่า
ในอนาคตคาดการณ์ว่าอาจมีการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้านี้มาในเขตภาคอิสาน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ดังกล่าวคือ การที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
จะต้องเวนคืนที่ดินเพื่อวางท่อก๊าซ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
จะต้องเดินสายไฟฟ้าแรงสูงเชื่อมต่อมายังโรงไฟฟ้าแห่งนี้ด้วย
จึงต้องมีการเวนคืนที่ดินตลอดแนวสายไฟและท่อก๊าซผ่านชุมชนต่าง ๆ
ในพื้นที่ที่กล่าวมา ซึ่ง ทั้ง ปตท. และ กฟผ.สามารถทำได้โดยมีพระราชบัญญัติรองรับ
[12]
เป็นที่รับรู้กันดีว่าที่ดินที่มีสายไฟฟ้าแรงสูงและท่อก๊าซพาดผ่านไม่มีศักยภาพในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ชุมชนจึงสูญเสียโอกาสในการพัฒนาที่ดินของตนในทางเศรษฐกิจ
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเวนคืนคือการได้ค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม
เป็นปัญหาการรอนสิทธิในที่ดิน
ซึ่งชาวบ้านขาดความรู้ความเข้าใจและไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ เช่น
หากชาวบ้านไม่พอใจในค่าชดเชย สามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองได้
เขตอำนาจศาลปกครองในจังหวัดสระบุรีคือศาลปกครองจังหวัดลพบุรี ณ
ขณะนั้นศาลปกครองลพบุรียังไม่จัดตั้ง เมื่อรู้ข้อเท็จจริงเช่นนั้น
คดีก็ขาดอายุความเสียแล้ว [13]
ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย
ได้ขยายแนวร่วมในการอนุรักษ์ไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหา เช่น
ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี
ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าแห่งใหม่
กลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านบ่อฝังกลบขยะเคมีในตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
หรือกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อำเภอเสาไห้
ซึ่งมีอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังริมแม่น้ำป่าสัก
ได้รับผลกระทบจากความเน่าเสียในแม่น้ำป่าสัก และก่อให้เกิดความเสียหายในทางเศรษฐกิจ
อำเภอหนองแซง เป็นเขตเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำป่าสัก
เป็นแหล่งผลิตมะม่วงอันมีชื่อ การมีโรงงานไฟฟ้าพลังก๊าซ
จึงก่อให้เกิดการตื่นตัวเพื่ออนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรรม
ซึ่งผลจากการมีโรงไฟฟ้าที่อำเภอวังน้อย
จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นส่งผลให้สวนส้มนับแสนไร่ต้องล้มละลาย
เพราะไม่สามารถผลิตส้มได้
ชาวสวนเชื่อว่าเป็นเพราะควันพิษจากโรงงานและคลื่นกระแสไฟฟ้าแรงสูงรบกวนต้นส้ม
สวนส้มรังสิตจึงกลายเป็นเพียงตำนานของชาวสวนส้ม
การเชื่อมต่อเครือข่ายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในจังหวัดสระบุรี
ดูเหมือนว่าจะทำให้พลังการคัดค้านการเข้ามาของอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพนั้นแข็งแกร่งมากขึ้น
แต่มิได้เป็นเช่นนั้นไม่ ขณะนี้โรงไฟฟ้าแก่งคอย ๒ เปิดดำเนินการแล้ว
โรงไฟฟ้าหนองแซงเปิดดำเนินการแล้ว
และบ่อขยะพิษยังคงส่งกลิ่นรบกวนชาวบ้านจนครูและนักเรียนต้องใช้ผ้าปิดจมูก
ผลกระทบต่อเด็กนั้นเคยเกิดขึ้นที่มาบตาพุด
ปัญหามลพิษในจังหวัดระยองเป็นที่รับรู้ของสาธารณชนเมื่อ ปี ๒๕๔๕
ที่นักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดวิทยาคมสูดดมอากาศเป็นพิษเข้าไป
เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมจำนวนมาก จนต้องต้องนำส่งโรงพยาบาล
และแก้ปัญหาโดยการย้ายโรงเรียนไปตั้งในสถานที่แห่งใหม่ [14]
การหนีโรงงานอุตสาหกรรมของนักเรียนนั้น หมายความว่า “มนุษย์”
มิได้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา การพัฒนาไม่มีพื้นที่สำหรับ “มนุษย์”
การใช้สิทธิชุมชนของชาวบ้านไม่สามารถคุ้มครองตนเองและชุมชนได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
เหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะถ้อยคำในท้ายมาตราที่บัญญัติว่า
“ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” อิทธิพลของกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ทำให้ถ้อยคำดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาการตีความการใช้กฎหมายในชั้นศาล
การเคลื่อนไหวของชมรมอนุรักษ์ฯก็คงไม่ต่างจากหน่ออ่อนประชาสังคมทั่วไป
คือการคัดค้านอย่างเป็นทางการไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ
โดยการทำหนังสือคัดค้านการก่อสร้างไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีครั้งแรกในเดือนธันวาคม
๒๕๔๗ และอีก ๓ ฉบับระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๔๘
รวมถึงอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในหนังสือฉบับที่ ๔
ที่ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นได้นัดพบผู้ว่าฯ ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘
เพื่อรับฟังคำชี้แจงและผลการร้องเรียน ในวันนัดหมายมีประชาชนประมาณ ๒๐๐
คนเข้าร่วมกิจกรรม การเคลื่อนขบวนจากวัดเพียว ใจกลางเมือง
ไปศาลากลางจังหวัดในวันนั้นเป็นเหตุให้แกนนำและแนวร่วมจำนวน ๑ คนถูก และ ๔
คนถูกออกหมายจับ[15]
อันเป็นเหตุให้ขบวนการเคลื่อนไหว(โดยวิธีการทางการเมือง)จำต้องหยุดลงโดยปริยาย
ด้วยข้อหาไขข่าวอันเป็นเท็จตาม มาตรา ๑๐๑ ตาม
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕
แม้ปัจจุบันหลักการนี้จะถูกนำมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐
แต่ชาวบ้านที่ทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดสระบุรียังคงถูกดำเนินคดีในชั้นศาลในหลายฐานความผิด
เนื่องจากว่ากลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าอำเภอแก่งคอย หนองแซง
และบ่อฝังกลบขยะพิษร่วมมือกันปิดถนนมิให้รถขยะวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านทำให้แกนนำถูกดำเนินคดีในข้อหากีดขวางทางจราจร
ในขณะที่ชาวบ้านที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมถูกดำเนินคดี
เจ้าของโรงงานกลับได้รับรางวัลจากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายอาลก โลเฮีย (Aloke
Lohia) รองประธานกรรมการบริษัทอินโดรามา จำกัด (มหาชน) เศรษฐีอันดับที่ 6
ของประเทศไทย มูลค่า 36,000 ล้าน[16] ได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ) ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์การลงทุนคนที่ ๑๖
โดยการเสนอของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) [17] และยังได้รับรางวัล
“ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม” จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย
[18]
๓.๒ การจับกุมโดยมิชอบ : พระราชบัญญัติที่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ
“ผู้ใดแพร่หรือไขข่าวที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับอันตรายจากแหล่งกำเนิดมลพิษโดยมีเจตนาที่จะทำลายชื่อเสียงหรือความไว้วางใจของสาธารณชนต่อการดำเนินกิจการโดยชอบด้วยกฎหมายของแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” [19]
ข้อความข้างต้น คือการกำหนดโทษความผิดมาตรา ๑๐๑ ของ
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕
ที่ถูกนำมาบังคับใช้ครั้งแรกเพื่อจับกุมแกนนำผู้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าแก่งคอย ๒
อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เมื่อปี
๒๕๔๗ จนเป็นเหตุให้การเคลื่อนไหวคัดค้านต้องยุติลงโดยปริยาย
คดียืดเยื้อมาจนกระทั่งโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จ อัยการจึงไม่สั่งฟ้อง[20]
เย็นวันหนึ่งในเดือน พฤษภาคม ๒๕๔๗ ขณะประสิทธิ์ ดวงแก้ว
สมาชิกชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย
กำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านของพี่ชายซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ฯ
ในเขตเทศบาลตำบลแก่งคอย
มีชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งตรงเข้ามาจับกุมโดยมิได้แจ้งข้อกล่าวหา
และนำตัวไปโรงพักแก่งคอย
หลังจากนั้นได้มีหมายจับของสถานีตำรวจแก่งคอยออกมาอีก ๔ คน รวม ๕ คน
ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้มีบทบาทในการรณรงค์คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าแก่งคอย ๒
ศาสตราจารย์พนัส ทัศนียานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก
ผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕ อธิบายว่า[21]
การจับกุมครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการใช้มาตรา ๑๐๑
ในสภาพที่สิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งประชาคมในชุมชนท้องถิ่นไปจนถึงประชาคมสิ่งแวดล้อมระดับโลก
เราจะเข้าใจบทบาทการเคลื่อนไหวของขบวนการรณรงค์เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร
เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการถกเถียงและตีความเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน
การรณรงค์เพื่อให้ชาวบ้านตระหนักถึงพิษภัยของโรงไฟฟ้าโดยการนำข้อมูลจากรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
(EIA) มาเผยแพร่นั้นถูกตีความจากนักกฎหมายว่าเป็นการ
“แพร่หรือไขข่าวที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับอันตรายจากแหล่งกำเนิดมลพิษโดยมีเจตนาที่จะทำลายชื่อเสียงหรือความไว้วางใจของสาธารณชนต่อการดำเนินกิจการโดยชอบด้วยกฎหมายของแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น”
การจับกุมชาวบ้านทำงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้มาตรา ๑๐๑ แห่ง
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕
เป็นครั้งแรกนั้นอยู่ในความสนใจของนักกฎหมาย โดยมีการจัดเสวนา เรื่องมาตรา ๑๐๑
ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ[22]
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจของการศึกษากฎหมายประการหนึ่งคือการตีความ คำอธิบายง่าย ๆ
ของตีความคือการทำความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้องร่วมกัน
โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ ในกรณีนี้มาตรา ๑๐๑ ถูกตีความใน ๒ ระดับ
คือ ๑.ตำรวจที่รับแจ้งความ ๒.อัยการที่รับฟ้องคดี
การรับฟ้องของอัยการจังหวัดสระบุรีนั้นย่อมมีการตีความแล้วว่า “มีเจตนา”
การตีความโดยขาดความเข้าใจบริบทของเรื่องนั้นๆ อนุมานได้ว่า
“เห็นพฤกษ์แต่ไม่เห็นไพร”[23]
แนวโน้มของการตีความกฎหมายแบบ “เห็นพฤกษ์แต่ไม่เห็นไพร”
คือไม่ได้วางอยู่บนบรรทัดฐานของรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักการเรื่องสิทธิชุมชนนั้นทำให้การรณรงค์คัดค้านต้องยุติลง
นั่นหมายความว่าพลังของกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพียงมาตราเดียวนั้นสามารถทำลายความเชื่อมั่นต่อสิทธิของตนตามระบอบรัฐธรรมนูญได้
ภายหลังแกนนำถูกจับกุม กิจกรรมการรณรงค์มีผู้เข้าร่วมน้อยลง
ด้วยมีการปล่อยข่าวว่าจะมีการจับกุมเพิ่ม
การบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเช่นนี้กลับเป็นการทำร้ายขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เพิ่งบ่มเพาะตนเองท่ามกลางปัญหา
การจับกุมในฐานความผิดตามมาตรา ๑๐๑
แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕ เกิดขึ้นขณะที่
รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้คุ้มครองสิทธิของบุคคลมิให้ถูกจับกุมโดยมิชอบดังนี้ [24]
“มาตรา ๒๓๗ ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้
เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า
หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ
โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับโดยไม่ชักช้า
กับจะต้องได้รับโอกาสแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งถูกจับไว้วางใจทราบในโอกาสแรก
และผู้ถูกจับซึ่งยังถูกควบคุมอยู่ต้องถูกนำตัวไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน
เพื่อศาลพิจารณาว่ามีเหตุที่จะขังผู้ถูกจับไว้ตามกฎหมายหรือไม่
เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมายจับหรือหมายขังบุคคลจะออกได้ต่อเมื่อ
(๑)
มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงที่มีอัตราโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ
หรือ
(๒) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา
และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นด้วย”
การจับกุมแนวร่วมกลุ่มอนุรักษ์แก่งคอยจึงเป็นการจับกุมที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญเนื่องจากมิได้มีความผิดซึ่งหน้า
ทั้งมิได้มีการออกหมายจับ แม้ภายหลังจะออกหมายจับเพิ่มอีก ๔
คนให้ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว
แต่เหตุในการออกหมายจับนั้นก็ไม่มีเหตุผลตามกฎหมายรองรับ
คือหลักฐานการกระทำความผิดร้ายแรง หรือหลักฐานการทำความผิดในทางอาญา
หรือมีพฤติกรรมที่หลบหนี
การที่ มาตรา ๒๓๗ ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐
เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนต่อการถูกจับกุมที่ละเมิดหลักนิติธรรมนั้น
มิใช่เรื่องใหม่ เพราะหลักการนี้ได้บรรจุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา
๗๘ ไว้แล้ว โดยมีเนื้อหามิให้เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมโดยมิชอบ[25]
๓.๓ เจตนารมณ์ของกฎหมาย:
ภาคปฏิบัติการวาทกรรมนิติธรรมและข้อเท็จจริงเรื่องสิ่งแวดล้อม
ดังได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่า เหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้คือ
สังคมไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ
โดยมุ่งหวังให้ทำหน้าที่ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมและกว้างขวาง [26]
ทั้งยังกำหนดนิยามความหมายที่ชัดเจน [27]
การพิจารณาว่าการมี “กฎหมาย” นั้นทำให้มนุษย์ สังคม
สิ่งแวดล้อมได้รับการคุ้มครองหรือไม่
จำต้องเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น
จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของการบังคับใช้กฎหมาย
เช่นกฎหมายมีอำนาจในการคุ้มครอง “เหตุรำคาญตามกฎหมายสาธารณสุข”
สภาพความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ยืนยันว่า กฎหมายไม่สามารถคุ้มครอง
“เหตุรำคาญ” แก่สุขภาพที่เกิดจาก
“ภาวะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงหรือปนเปื้อนโดยมลพิษซึ่งทำให้คุณภาพของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง..”
มลพิษยังคงสร้างความรำคาญแก่สุขภาพของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน
๓.๓.๑ “การมีส่วนร่วม” ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อม
ในท้ายพระราชบัญญัติ ได้หมายเหตุถึงเหตุผลในการประกาศใช้กฎหมาย เจตนารมณ์ลำดับ ๑
ของ พระราชบัญญัติฯ คือ
“ส่งเสริมประชาชนและองค์กรเอกชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม”
[28] พระราชบัญญัติฯ กำหนดให้องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม
“มีสิทธิขอจดทะเบียนเป็นองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ฯ
ต่อกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ” [29] โดย
“อาจได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับการสนับสนุนจากทางราชการ….ในกรณีที่องค์กรเอกชนใดที่ได้จดทะเบียนแล้วดำเนินกิจการโดยก่อความวุ่นวายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือไม่เหมาะสม
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนขององค์กรเอกชนได้” [30]
ข้อกำหนดดังกล่าวหมายความว่าองค์กรเอกชนจะต้องอยู่ภายใต้อาณัติของกระทรวงฯ ทำให้
“การมีส่วนร่วม” เป็นเพียงกลไกที่แบ่งเบาภาระหน้าที่ของกระทรวงเท่านั้น
และการนิยามความหมาย “การมีส่วนร่วม” เพียงแคบ ๆ
ไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะ “การมีส่วนร่วม”
ของประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม คือการกำหนดชะตากรรมของตนเอง
สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือ คู่ความขัดแย้งเรื่องสิ่งแวดล้อมของประชาชนในขณะนี้คือใคร
โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ
โครงการขนาดใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกระทรวงฯ
เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ประกอบได้ด้วย นายกรัฐมนตรี
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีอีก ๙ กระทรวง เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ [31]
ในขณะที่กิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อมขององค์กรประชาชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่ต้องปะทะ/ขัดแย้ง
กับอำนาจรัฐอยู่เสมอ เมื่อพิจารณาการนิยามความหมายเช่นนี้
จะมีองค์กรสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งที่ถูกกีดกันออกไปด้วยนิยามความหมายที่ถูกกำหนดขึ้น
องค์กรเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันดีว่ามีบทบาทอย่างแข็งขัน (active citizen)
ต่อการขับเคลื่อนให้ขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตื่นตัวอย่างกว้างขวาง
๓.๓.๒ โครงสร้างการจัดการที่รวมศูนย์
การที่จะสร้างให้เกิด “การมีส่วนร่วม” ของประชาชนได้นั้น
อำนาจการจัดการปัญหาต้องกระจายมาสู่ประชาชน
แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างการบริหารจัดการแล้วจะพบว่ามีลักษณะรวมศูนย์ในระดับต่าง ๆ
๒ ระดับคือระดับคณะกรรมการ และระดับบุคคล มีรายละเอียดดังนี้
1.ระดับคณะกรรมการ ประกอบด้วย
-คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ[32] :
โครงสร้างของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ
รัฐมนตรีจาก ๙ กระทรวง ได้แก่ วิทยาศาสตร์ฯ, กลาโหม, คลัง, เกษตรฯ, คมนาคม,
มหาดไทย, ศึกษาฯ, สาธารณสุข, อุตสาหกรรม,
เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน,
ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ,
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ๘ คน
ซึ่งจะต้องมีผู้แทนองค์กรเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง (๔ คน)
การวินิจฉัยปัญหาให้ใช้หลักเสียงข้างมาก ดังนั้น
กรรมการจากภาคเอกชนจึงเป็นเพียงการสร้างภาพอันชอบธรรมของการมีส่วนร่วมเท่านั้น
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมีขอบเขตกว้างขวาง รวมถึง
“…กำกับดูแลและเร่งรัดให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ
ข้อบัญญัติท้องถิ่น ประกาศ
ระเบียบและคำสั่งที่จำเป็นเพื่อให้กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีความเป็นระบบโดยสมบูรณ์….”[33]
เป็นที่น่าตั้งคำถามว่าขอบเขตอำนาจอันกว้างขวางเช่นนี้ส่งผลให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่
-คณะกรรมการควบคุมมลพิษ[34] : ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
เป็นประธานกรรมการระดับอธิบดีอีก ๑๐ กรม
2.ระดับบุคคล ประกอบด้วย
-นายกรัฐมนตรี [35] :
“เมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือภยันตรายต่อสาธารณะอันเนื่องมาจากการแพร่กระจายของมลพิษ
ซึ่งหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อ ร่างกาย สุขภาพ อนามัย…
ให้นายกมีอำนาจสั่งบุคคลนั้นไม่ให้กระทำการใดอันจะมีผลเป็นการเพิ่มความรุนแรงแก่มลพิษ…อำนาจตามวรรคหนึ่งนายกรัฐมนตรีจะมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการ…แทนนายกฯได้”
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าแหล่งกำเนิดมลพิษที่อันตรายอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนั้นมีความเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก
ดังกรณีรองประธานกรรมการบริษัทอินโดรามาที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติศักดิ์ด้านการลงทุน[36]
หรือกรณีบ่อฝังกลบขยะมีพิษที่ชาวบ้านระบุว่ามีนักการเมืองและทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง
หรือหากสั่งการอาจมีผลกระทบต่อการลงทุน ดังกรณีมาบตาพุด คำถามคือ
นายกรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะดำเนินการเช่นนั้นจริงหรือไม่
อำนาจเช่นนี้เกิดขึ้นได้ยากภายใต้เสรีนิยมประชาธิปไตย
บทเรียนปัญหามาบตาพุดเป็นสิ่งที่ยืนยันสภาพความไร้อำนาจของนายกรัฐมนตรีตามความในมาตรานี้
-ผู้ว่าราชการจังหวัด : รับโอนอำนาจมาจากนายกตามมาตรา ๙
คือสั่งให้บุคคลหยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน
นอกจากอำนาจที่ถูกโอนมาจากนายกรัฐมนตรีแล้ว
กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในจัดทำ
“แผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด”
เพื่อให้พื้นที่นั้นเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือเขตควบคุมมลพิษ[37]
สมมติฐานในกฎหมายดังกล่าว วางอยู่บนความคิดที่ว่าผู้ว่าฯ
และเจ้าของแหล่งมลพิษไม่มีความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ต่อกัน
สิ่งนี้เป็นความเข้าใจความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐและทุนที่คลาดเคลื่อน
ในจังหวัดเขตอุตสาหกรรม ทุนเป็นผู้อุปถัมภ์สังคมรายใหญ่แทนรัฐ เช่น
โต๊ะหินอ่อนในโรงอาหารของศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรีที่บริจาคโดยบริษัทสัมปทานหิน
ภาพการอุปถัมภ์เช่นนี้พบได้ทั่วไปในเมืองอุตสาหกรรม
การกำหนดให้บุคคลในระดับต่าง ๆ
เข้าไปอยู่ในโครงสร้างของพระราชบัญญัติเพื่อจะเป็นหลักประกันว่าการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมจะสามารถดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์
๓.๓.๓ เครื่องมือของการปฏิบัติงาน
นอกจากจะวางบุคคลไว้ในโครงสร้างส่วนต่าง ๆ แล้ว
พระราชบัญญัติยังกำหนดให้บุคคลสร้างเครื่องมือในการทำงาน
โดยมุ่งหวังว่าเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมบูรณ์
เครื่องมือประกอบด้วย
-นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ :
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะต้องจัดทำขึ้นเพื่อขอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี[38]
-แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม : รัฐมนตรีฯจัดทำ
และขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ[39] โดยระบุชัดเจนว่า
“แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม…ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปโดยบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนด
ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
มีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนงานหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมนั้น”[40]
แนวทางสำคัญของแผนประการหนึ่งคือ “…(๖) การตรากฎหมายและออกกฎข้อบังคับ
ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ คำสั่งและประกาศที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานตามแผน (๗)
การตรวจสอบ ติดตาม และวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อประโยชน์ในการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง”[41]
รวมถึงพื้นที่อุทยาและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้วย
-แผนปฏิบัติการเพื่อจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด : จัดทำโดยผู้ว่าฯ
เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้มีสาระสำคัญประการหนึ่งคือ “…(๕)
แผนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการละเมิด
และฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมมลพิษ การอนุรักษ์ธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม[42]
การออกแบบเครื่องมือและโครงสร้างที่ซับซ้อนยืนยันถึงความไร้สภาพบังคับในกฎหมาย
เป็นอำนาจที่เลือนราง จับต้องไม่ได้ นอกจากเครื่องมือในรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว
พระราชบัญญัติยังมีเครื่องมือสำคัญที่ถือว่าก้าวหน้ามากในขณะนั้นได้แก่
-การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอนุมัติโครงการ
เสนอต่อสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
และกำหนดให้มีคณะกรรมการผู้ชำนาญการให้ความเห็นชอบซึ่งให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน
๔๕ วัน “ถ้าคณะกรรมการผู้ชำนาญการมิได้พิจารณาให้แล้วภายในเวลาดังกล่าว
ให้ถือว่าคณะกรรมการผู้ชำนาญการให้ความเห็นชอบแล้ว” [43]
มาตรการเรื่องการจัดทำรายการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเพียงการสร้างภาพให้เห็นว่าได้ผ่านการะบวนการตรวจสอบทางวิชาการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ข้อยืนยันว่าพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้มีปัญหาในการบังคับใช้
คือการที่ศาลแพ่งเปิดพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลว่า
“ปัจจุบันคดีสิ่งแวดล้อมเช่นมลพิษทางอากาศ กลิ่น เสียง รังสี น้ำ แรงสั่นสะเทือน
สารเคมีปนเปื้อนเกิดขึ้นจำนวนมากมีความเสียหายรุนแรงทุนทรัพย์สูง
มีได้ผลกระทบกว้างขวาง
จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม”
[44]โดยคดีแรกที่ศาลแพ่งจะพิจารณาคือคดีบ่อฝังกลบขยะที่อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
๔.สรุป
การศึกษาเรื่องมายาภาพของนิติธรรมในกฎหมาย :
ความตายของ(สิทธิ)ชุมชนในเมืองอุตสาหกรรม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี พบว่า
๑.ความพยายามใช้รัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักการสิทธิชุมชนเพื่อปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมขององค์กรประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมไม่สามารถเป็นจริงได้เนื่องจากว่า
หลักการสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญไม่มีกฎหมายรองรับ
ในขณะที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕
กลับเป็นเครื่องมือของนายทุนเพื่อทำให้ขบวนการประชาสังคมสิ่งแวดล้อมหยุดการเคลื่อนไหว
และทำให้หน่ออ่อนของขบวนการประชาสังคมสิ่งแวดล้อมในเขตอุตสาหกรรมหนาแน่นไม่อาจเกิดขึ้นได้
สิทธิชุมชนซึ่งเป็นดังคัมภีร์ของนักอนุรักษ์จึงเป็นเพียงความหวังที่สูญสลายในสายลม
๒.กฎหมายในลำดับชั้นที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ
เป็นอุปสรรคขัดขวางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕
ที่มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมีโครงสร้างและกลไกที่ซับซ้อนไม่มีผลในทางปฏิบัติ
โดยเฉพาะการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน
ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่ยืนยันว่า
กฎหมายตามตัวอักษรและกฎหมายในทางปฏิบัติมีความแตกต่างกัน
เจตนารมณ์และนิติธรรมอันสวยหรูจึงเป็นเพียงมายาภาพในกฎหมาย
๓.ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม อำนาจการจัดการ
กลไกและเครื่องมือที่ซับซ้อนจนไม่มีผลในทางปฏิบัติจึงทำให้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ
๕.ข้อเสนอแนะ
๑.แก้ไขพระราชบัญญัติฯ ให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ
๒.ให้มีการตีความพระราชบัญญัติฯ ว่ามีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
ภาคผนวก
๑.ลำดับการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอแก่งคอย
ประสิทธิ์ อินทโชติ และสมคิด ดวงแก้ว สมาชิกผู้ก่อตั้งชมรมฯ
ได้ลำดับเหตุการณ์การเกิดโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอแก่งคอยดังนี้
พ.ศ.๒๕๐๐ กว่าๆ : มีโรงทอกระสอบของกระทรวงการคลัง ตั้งอยู่ที่บ้านขอนหอม
ตำบลตาลเดี่ยว โดยใช้ปอจากภาคอีสานเป็นวัตถุดิบ กระทรวงการคลังขายให้เอกชนดำเนินการ
ปัจจุบันโรงทอกระสอบไม่มีแล้ว แต่เปลี่ยนกิจการเป็นโรงทอพรม ต่อมามีโรงทอผ้า
สหสันต์การทอ อยู่ในเขตตำบลบ้านป่า
พ.ศ.๒๕๑๓ : บริษัทปูนซิเมนต์ไทย เข้ามาสำรวจซื้อที่ดิน
มาประชาสัมพันธ์กับชาวบ้านว่าจะมาปลูกป่า มีนายหน้ามากว้านซื้อที่
เมื่อซื้อหมดแล้วชาวบ้านจึงรู้ว่าเป็นโรงปูน
ปลายปี ๒๕๑๓-๒๕๑๕ : ทำการก่อสร้าง เดินเครื่องประมาณปี 15
ในช่วงแรกนำคนงานมาจากโรงปูนท่าหลวง (โรงที่สองของประเทศไทย ย้ายมาจากบางซื่อ)
๒๕๑๗ : โรงปูนนครหลวงก่อสร้าง และดำเนินการผลิตประมาณปี ๒๗๑๗-๒๕๑๗
๒๕๒๔-๒๕๒๕ โรงอินโดรามาสร้าง ไทยอคีริค กะรัต โรงงานตะกั่วเบิร์กโซ่เข้ามา
ประมาณเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม
ประมาณ ๒๕๒๖-๒๕๒๗: โรงผ้าไหม มีโรงงานกระเบื้องและท่อ ต่อเนื่องจากโรงปูนนครหลวง
เซรามิคเป็นอุตสาหกรรมจากโรงปูน ในเครือนครหลวง
พ.ศ.๒๕๒๔-๒๕๒๕ ถนนมิตรภาพขยายเป็นถนนสี่เลนส์เริ่มสร้าง และยังไม่แล้วเสร็จ
ประสิทธิ์ อินทโชติ คาดว่าโรงงานฟูรูกาว่า (ทองแดง) สร้างขึ้นระหว่างนั้น
2540 บ่อฝังกลบอุตสาหกรรม บอกชาวบ้านว่าจะมาทำโรงงานปุ๋ยหมัก
๒.บริษัท อินโดรามา เคมีคัล จำกัด ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
เป็นบริษัทย่อยของ อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่ ๔
บริษัทในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ๑ แห่ง จังหวัดระยอง ๒ แห่ง
โรงงานแห่งนี้มีหน้าที่ผลิตแอลกอฮอล์เฟอร์ฟรัส และเฟอร์ฟูรัล
ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ยาส่วนหนึ่งของ บริษัทมีสินทรัพย์รวมในไตรมาสที่ ๑/๒๕๕๔ จำนวน
๑๔๗,๒๑๒.๖๖ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๓ มีรายได้รวม๑๐๑,๖๕๑.๗๐ ล้านบาทและ
มีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน ๑๐,๕๖๐.๔๔ ล้านบาท มีธุรกิจเกี่ยวกับปิโตรเคมี
ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โพลีไธลีน เทเรฟธาเลท (พีอีที), บริสุทธิ์กรด terphthalic
(PTA) และขนแกะ อินโดรามาเวนเจอร์ส
เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในแนวตั้งโซ่ผลิตโพลีเอสเตอร์รวมของโลกและผู้ผลิตชั้นนำของโลกเส้นด้ายขนสัตว์
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน http://www.set.or.th และ http://th.wikipedia.org
๓.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ : พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
จะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
(๑) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐
(๒) เมื่อพบบุคคลนั้น กำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า
ผู้นั้นจะ
กระทำความผิด โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่น
อันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
(๓) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้ว และจะหลบหนี
(๔) เมื่อมีผู้ขอให้จับ โดยแจ้งว่าบุคคลนั้น ได้กระทำความผิด
และแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบ
แล้ว
เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่จับด้วยตนเองไม่ต้องมีหมาย
แต่ต้องเป็นในกรณีที่ออก
หมายจับได้ หรือจับได้ตามประมวลกฎหมายนี้
๔.นิยามความหมาย
“สิ่งแวดล้อม : ลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่อยู่รอบตัวมนุษย์”
“คุณภาพสิ่งแวดล้อม :
คุณภาพของธรรมชาติอันได้แก่สัตว์พืชและทรัพยากรธรรมชาติ…และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีพของประชาชนและความสมบูรณ์สืบไปของมนุษยชาติ”
“มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม :
ค่ามาตรฐานคุณภาพ…ซึ่งกำหนดเป็นเกณฑ์ทั่วไปสำหรับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพ”
“มลพิษ : ของเสีย วัตถุอันตราย แลมลสารอื่น ๆ
รวมทั้งกากตะกอนหรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้นที่ถูกปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนินมลพิษหรือที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม….ซึ่งก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือภาวะที่เป็นพิษภัยอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้
และให้หมายรวมถึง รังสี ความร้อน แสง เสียง กลิ่น ความสั่นสะเทือน
หรือเหตุรำคาญอื่น ๆ ที่เกิดหรือถูกปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษ”
“ภาวะมลพิษ :
ภาวะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงหรือปนเปื้อนโดยมลพิษซึ่งทำให้คุณภาพของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง
เช่นมลพิษทางน้ำ อากาศ ดิน”
“แหล่งกำเนิดมลพิษ : ชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม อาคาร สิ่งก่อสร้าง
ยานพาหนะ….ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมลพิษ”
“ของเสีย : ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย อากาศเสีย มลสาร หรือวัตถุอันตรายใด ๆ
ซึ่งถูกปล่อยหรือทิ้งหรือมีที่มาจากแหล่งกำเนินมลพิษ รวมทั้งกากตะกอน
หรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้นที่อยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ”
“น้ำเสีย : ของเสียที่อยู่ในสภาพเป็นของเหลว
รวมทั้งมวลสารที่ปนเปื้อนอยู่ในของเหลวนั้น”
“อากาศเสีย : ของเสียที่อยู่ในสภาพเป็นไอเสีย กลิ่นควัน ก๊าซ เขม่า ฝุ่นลอออง
เถ้าถ่าน หรือมลสารอื่นที่มีสภาละเอียด บางเบาจนสามารถรวมอยู่ในอากาศได้”
“วัตถุอันตราย : วัตถุระเบิดได้ วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์
วัตถุมีพิษ วัตถุที่ทำให้เกิดโรค วัตถุ กัมมันตภาพรังสี
วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม วัตถุกัดกร่อน
วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง….หรือสิ่งอื่นใดที่ก่อให้เกิดอันตายแก่บุคคล สัตว์
พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม”
“เหตุรำคาญ : เหตุรำคาญตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข”
5. เจตนารมณ์ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 ระบุไว้ท้ายพระราชบัญญัติ ดังนี้
“หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการควบคุมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างพอเพียงสมควรปรับปรุงใหม่โดย
(1)
ส่งเสริมประชาชนและองค์กรเอกชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
(2) จัดระบบการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามหลักการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม
(3) กำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
และราชการส่วนท้องถิ่นให้เกิดการประสานงาน
และมีหน้าที่ร่วมกันในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกำหนดแนวทางปฏิบัติในส่วนที่ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง
(4) กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษด้วยการจัดให้มีระบบบำบัดอากาศเสีย ระบบบำบัดน้ำเสีย
ระบบกำจัดของเสีย และเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับมลพิษ
(5)
กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดมลพิษให้เป็นไปโดยชัดเจน
(6) กำหนดให้มีมาตรการส่งเสริมด้านกองทุนและความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ
เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการยอมรับที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
บรรณานุกรม
เอกสาร
กองวิชาการและแผน งานวิเคราะห์นโยบายและแผน. “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลตำบลแก่งคอย”
.สำนักงานเทศบาลตำบลแก่งคอย.ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์
แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ”
“กฎหมายสิ่งแวดล้อม’ 35 อย่าตัดตอนกระบวนการยุติธรรม” สืบค้นจาก www.prachatai.com
Thu, 2005-06-23 /
ประวัติองค์กรเครือข่ายประชาชนตะวันออก http://www.easternnetwork.blogspot.com
สืบค้นเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕
มหาเศรษฐีไทย 40 อันดับ ประจำปี 2553 http://www.exteen.com/signup สืบค้นเมื่อ ๒๖
สิงหาคม ๒๕๕๔
ย้อนรอยปัญหามาบตาพุด กว่าจะมาถึงเขตควบคุมมลพิษ http://www.inau.mnre.go.th
สืบค้นเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
สุเจน กรรพฤทธิ์ “แก่งคอย : ผู้คน สายน้ำ ขุนเขา ใต้เงาหมอกควัน” นิตยสารสารคดี
ฉบับที่ ๒๖๖ ปีที่ ๒๓ ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๕๐ สืบค้นจาก www.sarakadee.com เมื่อ ๒๔
มิถุนายน ๒๕๕๔
อภิณพ จันทวิทัน.“ตำนานเมืองแก่งคอย”. ๒๕๔๗ สระบุรี
http://www.set.or.th สืบค้นเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔
http://www.indoramaventures.com สืบค้นเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔
http://www.khaosod.co.th สืบค้น ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
ศาลแพ่งเปิด “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ประเดิมคดีชาวบ้านสระบุรีฟ้องบ่อขยะ
http://prachatai.com สืบค้น 1 กันยายน 2554
สัมภาษณ์
ประสิทธิ์ ดวงแก้ว ผู้ถูกจับกุมตามมาตรา ๑๐๑
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕
ประสิทธิ์ – สำลี อินทะโชติ เจ้าของที่ดินในอำเภอแก่งคอยที่มีสายไฟฟ้าแรงสูง ของ
กฟผ.และท่อก๊าซ ของ บริษัท ปตท.จำกัด พาดผ่าน ทั้งสองมีบ้านพักติดโรงไฟฟ้าแก่งคอย ๒
วัชรี เผ่าเหลืองทอง นักพัฒนาองค์กรเอกชน เมื่อ เมษายน ๒๕๕๔
สมคิด ดวงแก้ว แกนนำชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย เมื่อ เมษายน ๒๕๕๔
[1] องค์กรพัฒนาเอกชนสิ่งแวดล้อมที่ทำงานระดับสากล
[2] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน สุเจน กรรพฤทธิ์ “แก่งคอย : ผู้คน : สายน้ำ : ขุนเขา :
ใต้เงาหมอกควัน” ใน www.sarakadee.com
[3] การกู้เรือเริ่มต้นโดยการบวงสรวงของผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา
[4] ดูภาคผนวกที่ 5
[5] http://www.khaosod.co.th สืบค้น ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
[6] ดูลำดับการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมได้ในภาคผนวกที่ ๑
[7] กองวิชาการและแผน
[8] สัมภาษณ์เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๔
[9] ดูภาคผนวกที่ ๒
[10] สุเจน กรรพฤทธิ์อธิบายในบทความ เรื่อง แก่งคอย : ผู้คน สายน้ำ ขุนเขา
ใต้เงาหมอกควัน ว่า “โรงงานอินโดรามาเป็นโรงงานผลิตแอลกอฮอล์
ซึ่งปีหนึ่งใช้ซังข้าวโพดในการผลิตถึง ๖,๐๐๐ ตัน กรดซัลฟิวริก (กำมะถัน) ๒,๐๐๐ ตัน
แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (น้ำปูนใส) ๑,๕๕๐ ตัน เมทานอล ๒,๕๐๐ ตัน คะตะไลท์
(สารเร่งปฏิกิริยา) ๑๐ ตัน เพื่อผลิตเฟอฟูรัล เฟอฟูริลแอลกอฮอล์ กรดแอซีติก
(น้ำส้มสายชู) และกรดฟอร์มิก (กรดกัดยาง)
ซึ่งแน่นอนว่าสารเคมีบางตัวที่กล่าวไปนั้นมีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม”
[11] กำลังการผลิต นมา็ ๑,๔๖๘ เมกกะวัตต์ นั้นต้องใช้น้ำในแม่น้ำป่าสักวันละ ๕๔,๔๐๐
ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปล่อยน้ำเสียวันละ ๑๔,๔๐๐ ลูกบาศก์เมตร
ปริมาณการใช้น้ำขนาดนั้นหมายความว่าการใช้น้ำของภาคเกษตรย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ในขณะที่ปริมาณน้ำเสียจะสมทบกับน้ำเสียจากโรงงานต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว
ในรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังระบุว่า
โรงไฟฟ้านี้มีการปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำป่าสักปริมาณมากเช่น โลหะหนักอย่างสังกะสี
โครเมียม ทองแดง แมงกานีส เมื่อคำนวณจากรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ชมรมอนุรักษ์ฯ
พบว่า โลหะหนักเหล่านี้จะถูกปล่อยลงแม่น้ำป่าสักวันละ ๑๘๖ กิโลกรัม หรือปีละ ๖๖,๙๖๐
กิโลกรัม
[12] พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ๒๕๔๒ และ
พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 2511
[13] สัมภาษณ์สำลี อินทะโชติ
เจ้าของที่ดินอำเภอแก่งคอยที่โดยแนวสายไฟแรงสูงและท่อก๊าซพาดผ่าน สัมภาษณ์เมื่อ ๒๔
มิถุนายน ๒๕๕๔
[14] ดูรายละเอียดใน “ย้อนรอยปัญหามาบตาพุด กว่าจะมาถึงเขตควบคุมมลพิษ”
www.inau.mnre.go.th สืบค้นเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
[15] สัมภาษณ์ ประสิทธิ์ ดวงแก้ว หนึ่งในผู้ต้องที่ถูกจับกุมด้วย มาตรา ๑๐๑
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.
15 มหาเศรษฐีไทย 40 อันดับ ประจำปี 2553 สืบค้นจาก http://www.exteen.com/signup
[17] www.paidoo.net/article สืบค้นเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔
[18] www.indoramaventures.com สืบค้นเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔
[19] มาตรา ๑๐๑ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕
[20] สัมภาษณ์สมคิด ดวงแก้ว หนึ่งในแกนนำที่ถูกออกหมายจับ
[21] สัมภาษณ์ วัชรี เผ่าเหลืองทอง องค์กรพัฒนาเอกชนด้านพลังงานทางเลือก
ผู้มีบทบาทในการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในจังหวัดสระบุรี เมื่อ ๒๑มีนาคม
๒๕๕๔ และได้นำชาวบ้านเข้าปรึกษาข้อกฎหมายกับ ศ.พนัส ทัศนียานนท์
ที่บ้านพักภายหลังที่ชาวบ้านถูกจับกุม ศ.มนัส ทัศนียานนท์ อธิบายว่า
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕
เขียนขึ้นเนื่องจากมีปัญหาเรื่องการคัดค้านการก่อสร้างโรงงานแทนทาลัม
ที่จังหวัดภูเก็ต
[22] ผู้เขียนเข้าร่วมการเสวนาเมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ วิทยากรผู้เข้าร่วมการเสวนา
วสันต์ พานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ รศ.ณรงค์ ใจหาญ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประพจน์ คล้ายสุบรรณ ตุลาการศาลปกครอง
ดำเนินการโดย สุรชัย ตรงงาม ทนายความสำนักงานกฎหมายมีสิทธิ์
ดูรายละเอียดในบทความเรื่อง “กฎหมายสิ่งแวดล้อม ๓๕ อย่าตัดตอนกระบวนการยุติธรรม”
[23] คำอธิบายของ รศ.จรัญ โฆษณานันท์ นักนิติปรัชญา
ต่อการตีความที่คำนึงถึงลายลักษณ์อักษรในกฎหมายแต่ละฉบับมากกว่าจะคำนึงถึงเจตนารมย์ของกฎหมาย
ดูรายละเอียดใน นิติปรัชญา
[24] ดูรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐
[25] ดูมาตรา ๗๘ ในภาคผนวกที่ ๓
[26]
๑.ส่งเสริมประชาชนและองค์กรเอกชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
๒.จัดระบบการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามหลักการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม
๓.กำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
และราชการส่วนท้องถิ่นให้เกิดการประสาน
และมีหน้าที่ร่วมกันในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและแนวทางปฏิบัติในส่วนที่ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง
๔.กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษด้วยการจัดให้มีระบบบำบัดอากาศเสีย ระบบบำบัดน้ำเสีย
ระบบกำจัดของเสีย และเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับมลพิษ
๕.กำหนดให้มีมาตรการส่งเสริมด้านกองทุนและความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ
เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการยอมรับที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
จึงจำต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[27] ดูภาคผนวกที่ ๔
[28] ดูเชิงอรรถที่ ๒๑
[29] ดูมาตรา ๗
[30] ดูมาตรา ๘ ข้อความขีดเส้นใต้โดยผู้เขียน
[31] ดูมาตรา ๑๒
[32] ดูมาตรา ๑๒
[33] ดูมาตรา ๑๓
[34] มาตรา ๕๒
[35] ดูมาตรา ๙
[36] ดูเชิงอรรถที่ ๑๔ และ ๑๕
[37] ดูมาตรา ๓๗
[38] มาตรา ๑๓ วรรค ๑
[39] มาตรา ๑๓(๓)
[40] มาตรา ๓๕
[41] มาตรา ๓๖ (๖)(๗)
[42] มาตรา ๓๘ (๕)
[43] มาตรา ๔๘
[44] ดูรายละเอียดในศาลแพ่งเปิดพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม http://prachatai.com
คนไทยก้อเป็นแบบที่เป็น ลืมง่าย แค้นสั้น หลงกระแส ชอบแห่ทำตามๆกัน เชื่อตามๆกัน คิดตามๆกัน ชอบดูละครน้ำเน่า ชอบดูตลก ชอบดูเกมโชว์ ...
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2558
กองทุนความมั่งคั่งแห่ง (SWFs): มีกองทุนเหล่านี้เป็นเพื่อนหรือศัตรูของ อเมริกันและเศรษฐกิจยุโรป?
เสาร์ 5 เมษายน, 2008
กองทุนความมั่งคั่งแห่ง (SWFs): มีกองทุนเหล่านี้เป็นเพื่อนหรือศัตรูของนอร์ทอเมริกันและเศรษฐกิจยุโรป?
5 เมษายน 2008
บทคัดย่อ -กองทุนความมั่งคั่งแห่ง (SWFs) เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดการเงินออมของประเทศที่มีการวางแผนที่จะได้รับผลตอบแทนที่มีคุณภาพสูงจากสินทรัพย์ทางการเงินที่พวกเขาลงทุน SWFs ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ แต่สิ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมาคือการเจริญเติบโตมิติของพวกเขา (พวกเขาบริหารงานรอบ 3000000000000 $ ณ สิ้นปี 2007 จำนวนเงินที่จะยังคงที่จะขยายในปีที่ผ่านมา. เงินเหล่านี้เป็นของสำหรับ ส่วนใหญ่ไปยังประเทศกำลังพัฒนาและพวกเขาลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดการเงินของทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป. ตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งสองด้านของมหาสมุทรแอตแลนติกได้เกิดการถกเถียงกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการตั้งค่ากฎบางอย่างเพื่อที่จะควบคุม SWFs จุดมุ่งหมายของ บทความนี้คือการพยายามที่จะเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ SWFs ในความเป็นจริงและสิ่งที่เป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ในสหรัฐอเมริกาและในสหภาพยุโรป (EU) เพื่อสร้างกรอบทางกฎหมายที่เงินจะดำเนินการในอนาคตต่อไป
บทนำ
ในประเทศตะวันตกเป็นครั้งแรกการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDIS) จากตลาดเกิดใหม่ - นิยาม "ตลาดเกิดใหม่" เป็นที่นิยมใช้ในการอธิบายทางธุรกิจและกิจกรรมการตลาดอุตสาหกรรมในที่เกิดขึ้นใหม่หรือภูมิภาคของโลก - ใกล้เคียงกับปริมาณของ FDIS ทำ โดยทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปในเอเชียรัสเซีย, อเมริกาใต้และตะวันออกกลาง ในทำนองเดียวกันที่น่าอัศจรรย์คือความจริงที่ว่าทั้งสองประเทศอาหรับได้ตัดสินใจที่จะเข้าสู่เมืองหลวงของ Nasdaq (นิวยอร์ก), ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London) และ OMX (สตอกโฮล์ม) ในคำอื่น ๆ ที่มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการถ่ายโอนจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในตลาดตะวันตก เงื่อนไขนี้จะได้รับเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและคำถามมากมายที่จะเกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับโอกาสความเสี่ยงทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองว่าการไหลของสินทรัพย์นี้สามารถสร้างกับระบบการเงินของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่มันจะเป็นไปได้ที่จะเปิดตลาดตะวันตกไปยังแหล่งข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ ในยุโรปและอเมริกาเหนือการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นและมากขึ้นในปัจจุบันในเวทีการเมือง ความสนใจและมุ่งเน้นมอบให้กับปัญหานี้มีความสำคัญเพราะสอดคล้องกับความกลัวทั้งสองด้านของมหาสมุทรแอตแลนติกความกลัวที่ไม่สามารถกำหนดให้เป็นปกป้องเศรษฐกิจที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ เงินลงทุนจากประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดตะวันตกไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ตัวอย่างเช่นแล้วสามสิบปีที่ผ่านมา Labico (บริษัท จากประเทศลิเบีย) ซื้อโควต้าที่เกี่ยวข้องของผู้ผลิตรถยนต์ FIAT อิตาลีและในทำนองเดียวกันยี่สิบปีที่ผ่านมาในสหราชอาณาจักร (UK) นายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ตแทตเชอเริ่มต้นการต่อสู้ทางกฎหมายที่จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนคูเวต สำนักงานจากการซื้อบริติชปิโตรเลียม (BP) และตัวอย่างอื่น ๆ อีกมากมายเช่นนี้อยู่ในความสัมพันธ์กับทวีปอเมริกาเหนือ วันนี้ขนาดของการลงทุนเหล่านี้และความสำคัญของเป้าหมายใหม่ที่ค่อนข้างใหม่ การระเบิดของปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากความสนใจของประเทศเกิดใหม่ - โดยเฉพาะจีน, รัสเซียและรัฐอ่าว - ที่จะลงทุนในประเทศตะวันตกมีสี่ต้นกำเนิดที่แตกต่างกัน
- การปรากฏตัวของจีนบนเวทีเศรษฐกิจโลกที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่
- อัตราการพัฒนาที่สูงของจีนและประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ อีกมากมายทั้งในอ่าวเปอร์เซียและในเอเชีย
- เพิ่มขึ้นอย่างมากในราคาของทั้งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกิดจากความต้องการของจีนและอินเดียของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้สำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของพวกเขา
- กำไรสูงและความพร้อมของทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศเกิดใหม่จำนวนมากเป็นผลมาจากทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและความคุ้มค่าของการแลกเปลี่ยนหุ้นของพวกเขา มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะขีดเส้นใต้ว่าในปลายปี 1990 ราคาของถังน้ำมันเป็นเพียงกว่า $ 10 ในขณะที่ในเดือนแรกของปี 2008 มันเอาชนะ $ 100 ต่อบาร์เรล
- ความไม่สมดุลของการค้าโลกนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของ SWFs ในมือข้างหนึ่งตามการศึกษาที่ทำในเดือนมิถุนายนปี 2007 โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติผู้ส่งออกน้ำมันมีการค้าที่ไม่สมดุลแบบไดนามิกเพราะประเทศอื่น ๆ มักจะกระตือรือร้นที่จะซื้อน้ำมัน. เมื่อวันที่ มืออื่น ๆ ที่ไม่ใช่น้ำมันส่งออกประเทศสะสมสำรองด้วยเหตุผลอื่น ๆตัวอย่างเช่นประเทศจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก "ได้เห็นการส่งออกของพวกเขาทะยานเพราะดี - และบางคนบอกว่าเบ้ - อัตราแลกเปลี่ยน" [ผม]
ขอสงวนตลาดเกิดใหม่ 'ขนาดใหญ่ของเงินทุนสำรองบัญชีของพวกเขามาจากการเกินดุลการค้าที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหุ้นที่ไม่มีความเป็นไปได้ของการลงทุนใหม่ทันทีในตลาดในประเทศ[ii] (ตัวอย่างทั่วไปประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิหรือคูเวต) ซึ่งจะถูก จำกัด มาก โอกาสแคบจัดหาโดยตลาดในประเทศเป็นเหตุผลในการที่ประเทศเหล่านี้เริ่มที่จะลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับพลังงานทรัพยากรธรรมชาติเหล็กการเงิน (ธนาคารตลาดหุ้นและภาคเอกชน) สาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน อะไรคือสิ่งที่น่าตกใจเป็นธรรมชาติของนักลงทุนจากตลาดเกิดใหม่เหล่านี้เพราะพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ของประชาชนกองทุนความมั่งคั่งอธิปไตย (SWFs) ในขณะที่มี FDIS ดั้งเดิมนักแสดงหลักที่ได้รับเสมอหน่วยงานภาคเอกชน
ย่อหน้าแรก: อะไรคือ SWFs?
ในขณะที่ไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับในระดับสากลของ SWFs คลังสหรัฐกำหนด SWFs เป็น "เงินลงทุนของรัฐบาลได้รับทุนจากเงินสำรองเงินตราต่างประเทศ แต่แยกต่างหากจากเงินสำรองสกุลเงินอย่างเป็นทางการ" [iii]โดยปกติถ้าเป็นสินทรัพย์ต่างประเทศที่จะจัดเป็นสินทรัพย์สำรองจะต้องมีการตัดสินใจบนพื้นฐานกรณีโดยกรณี ในความเป็นจริงบางครั้งมากกว่าสินทรัพย์บางอย่างที่จะลงทุนในตราสารที่มีสภาพคล่องและความต้องการของตลาดที่ธนาคารกลางมีสิทธิที่จะใช้พวกเขาสำหรับความต้องการเชื่อมโยงกับความสมดุลของการชำระเงิน เช่นในกรณีเหล่านี้ไม่ได้ระบุว่าเป็น SWFs แต่เป็นเงินสำรองทางการ ในกรณีอื่น ๆ สินทรัพย์บางส่วนมีการลงทุนในของเหลวมากน้อยและเครื่องมือของตลาด แต่ธนาคารกลางมีสิทธิเหนือพวกเขาไม่มี ในสมมติฐานที่สองนี้สินทรัพย์เหล่านี้เป็น SWFs และไม่ได้สำรองอย่างเป็นทางการ
เพื่อสรุปผล SWFs มีสระว่ายน้ำของเงินที่รัฐบาลต้องการที่จะใช้เพื่อให้ได้ผลกำไรที่ดีและเมื่อจัดการกับรัฐบาล SWFs มีนิสัยชอบสำหรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นและผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่พวกเขาใช้กับคลาสสิกอย่างเป็นทางการสำรอง การสะสมของสงวนอย่างเป็นทางการสำหรับ SWFs ไม่ได้เป็นวิธีเดียวที่ผ่านประเทศที่ถือเงินและตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, โรเบิร์ตเอ็ม Kimmitt มีสี่วิธีที่แตกต่างกันเพื่อเก็บความมั่งคั่ง:
- SWFs
- เงินสำรองระหว่างประเทศ
- สาธารณะกองทุนบำเหน็จบำนาญ
- รัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของ[iv]
โดยทั่วไป SWFs จะใช้ในการเพิ่มความมั่งคั่งของรัฐและพวกเขาไม่ทำหน้าที่ในการชำระหนี้ใด ๆ ที่เฉพาะเจาะจง SWFs:
มักจะพยายามที่จะกระจายการลงทุนสินทรัพย์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและได้รับผลตอบแทนสูงกว่าโดยการลงทุนในช่วงที่กว้างขึ้นของสินทรัพย์รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวหน่วยงานและหลักทรัพย์สินทรัพย์ที่ได้รับการสนับสนุนพันธบัตรองค์กรตลาดหุ้น, สินค้า, อสังหาริมทรัพย์อนุพันธ์และต่างประเทศ การลงทุนโดยตรง. [วี]
SWFs ยกคำถามบางอย่างเพราะการตัดสินใจลงทุนจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลและไม่ได้โดยบุคคลหรือ บริษัท เอกชนและ "แตกต่างจากธนาคารกลางซึ่งมีแนวโน้มที่จะลงทุนในสินทรัพย์สำรองเช่นสหรัฐอเมริกาพันธบัตรตั๋วเงินคลัง, กองทุนอธิปไตยมักจะลงทุนใน บริษัท ". [vi]นอกเหนือจากนี้เช่นกองทุนป้องกันความเสี่ยงส่วนใหญ่ของ SWFs เป็นความลับและรายการที่ครอบคลุมใด ๆ ของสิ่งที่พวกเขาเองและการรายงานใด ๆ ที่มีผลผูกพันของหนี้สินของพวกเขาหรือนโยบายไม่อยู่ จนถึงขณะนี้มีไม่ได้เป็นกรณีใด ๆ ที่ร้ายแรงของ SWFs ที่มีการใช้อำนาจของพวกเขาในลักษณะที่ไม่ดีและการเมือง แต่วิธีการที่ยาวสมมติฐานนี้สามารถถือในอนาคตหรือไม่ ตัวอย่างของการจัดเรียงของพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี 2006 เมื่อกองทุนนอร์เวย์ขายของ $ 400,000,000,000 หุ้น Wal-Mart เหตุผลในการย้ายครั้งนี้คือการที่ บริษัท ฯ ได้รับการรักษาไม่ดีคนงาน
SWFs อาจแบ่งออกเป็นสองประเภทมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาที่แตกต่างกันของสินทรัพย์เงินตราต่างประเทศ:
- กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ - เงินเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมันผลิตบัญชีประเทศที่สองในสามของความมั่งคั่งรวมของ SWFs) ทั้งสองเป็นเจ้าของหรือเก็บภาษีจากรัฐบาล เงินเหล่านี้จะถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายที่แตกต่างกันเช่นการรักษาเสถียรภาพของรายได้การคลังสมดุลของการชำระเงินการฆ่าเชื้อ (เรียงลำดับของวิธีที่จะป้องกันไม่ให้เงินทุนแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่จะแพร่กระจายอัตราเงินเฟ้อ. เงินจะเป็นกันชนที่จะขัดขวางปริมาณส่วนเกินของเงินที่จะเข้ามาในประเทศใน ในเวลาเดียวกัน) หรือเงินฝากออมทรัพย์สำหรับคนรุ่นอนาคต เป็นผลมาจากปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันที่สูงเงินจำนวนมากที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังได้พัฒนาตั้งแต่เป็นเงินออม เงินหลังมีช่วงที่กว้างขึ้นของเงินลงทุนเมื่อเทียบกับกองทุนรักษาเสถียรภาพหลักที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและมีความปลอดภัย มีการอ้างอิงถึงอดีตพนักงานของทรัพยากร nonrenewable, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สนับสนุนให้ประเทศเหล่านี้จะสร้างขึ้นดังกล่าวเป็นชนิดของเงินทุนในการเตรียมการที่เรียกว่า "วันที่ฝนตก." ตกดอลลาร์อเมริกันเป็นแรงจูงใจสำหรับผู้ส่งออกที่จะกำจัดของสงวนสกุลเงินของพวกเขา "ให้ว่าน้ำมันเป็นราคาปัจจุบันอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ." [vii]
- กองทุนไม่ Commodity - ชนิดของ SWFs นี้ถูกสร้างขึ้นผ่านการโอนสินทรัพย์จากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ขนาดใหญ่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล - บางครั้งคู่โดยเกินดุลบัญชีเงินทุน - ได้รับที่สำคัญ (โดยเฉพาะในเอเชีย) สำหรับการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่ "ในการถ่ายโอน" ส่วนเกิน "ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่จะยืนอยู่คนเดียวเงิน" [viii]
ให้ความจริงว่า:
เนื้อหา SWF สินค้ามักจะเป็นผลมาจากสกุลเงินต่างประเทศจ่ายโดยตรงกับรัฐบาลสกุลเงินต่างประเทศจะไม่แปลงเป็นสกุลเงินในประเทศไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศและดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องได้รับการฆ่าเชื้อโดยการออกตราสารหนี้ในประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ไม่พึงประสงค์ . ในทางตรงกันข้าม SWFs สินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์มักจะเป็นผลมาจากการฆ่าเชื้ออย่างน้อยบางส่วนการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนและดังนั้นจึงอาจจะคิดว่ามากขึ้นเป็น "เงินยืม. [ix]
ในปี 2007 ประเทศที่มีทรัพยากรที่อุดมไปด้วยเริ่มต้นที่จะต้องพิจารณาว่าพวกเขาอาจจะมีการลงทุนมากเกินไปในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและว่าพวกเขาต้องการที่จะเริ่มต้นในการกระจายการถือครองเหล่านี้ผ่าน SWFs เมื่อเร็ว ๆ นี้สมาชิกโอเปกได้กล่าวถึงมีการอ้างอิงถึงการกระจายความเสี่ยงนี้ความเป็นไปได้ในการกำหนดราคาน้ำมัน ในสกุลเงินที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจอนุญาตให้พวกเขาที่จะไต่กลับมาถือครองเงินดอลลาร์ของพวกเขา ในกรณีใด ๆ ประเทศในขั้นต้นที่ต้องการสร้างทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในการลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่อง (เช่นพันธบัตรตั๋วเงินคลัง) แต่แล้วเมื่อพวกเขามีเงินสำรองเพียงพอที่จะครอบคลุมทุกความต้องการในระยะสั้น "พวกเขาสามารถที่จะผูกเงินขึ้นบน การลงทุนในระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ". [x]หมายอื่นที่มี SWFs เป็น destabilization เป็นไปได้ของตลาดการเงิน ในเรื่องนี้ก็จะแนะนำให้จำไว้ว่า " ผลกระทบของสระว่ายน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งของเงินในความมั่นคงทางการเงินขึ้นอยู่ไม่เพียง แต่ในสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร แต่ยังเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น (เช่นหนี้) ที่ใช้ในกลยุทธ์การลงทุน " [จิ]
SWFs ไม่ได้เครื่องมือใหม่เพราะ naissance ของพวกเขาสามารถสืบย้อนกลับไปปี 1950 (SWFs ระยะจะไม่อยู่อีก 50 ปี) ในปี 1953 เมื่อมันถูกสร้างขึ้นคูเวตสำนักงานการลงทุนสำหรับการลงทุนรายได้จากน้ำมันและจากนั้นในปี 1956 มันถูกสร้างขึ้นคิริบาส รายได้อีคซึ่งวันนี้จะเกี่ยวข้องกับฟอสเฟต แต่ในช่วงเวลานั้นมีการจัดการรายได้ที่มาจากกิจกรรมการทำเหมืองค้างคาว. [สิบ]สอง SWFs ที่สำคัญอื่น ๆ เช่นอาบูดาบีลงทุน Authority (ADIA) และรัฐบาลของสิงคโปร์ Investment Corporation (GIC, นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้น้ำมัน) ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1976 และ 1981 ตามลำดับ ตอนนี้พวกเขามีมากกว่า 25 ปีของประสบการณ์การผ่าตัด SWF ที่ใหญ่ที่สุดคือวันนี้ ADIA ซึ่งควบคุมรอบ $ 875,000,000,000 ในสินทรัพย์ในขณะที่อยู่ในตำแหน่งที่สองและสามตามลำดับมีนอร์เวย์กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ - ทั่วโลก ($ 380,000,000,000) และ GIC ($ 330,000,000,000) นอกจากนี้ก็ควรจะตั้งข้อสังเกตว่าแม้ว่า SWFs "มักจะพบในประเทศที่มีการเกินดุลการค้าขนาดใหญ่มีหนึ่งของพวกเขาในสหรัฐอเมริกา. รัฐดำเนินการกองทุนถาวรอลาสก้าก่อตั้งขึ้นในปี 1976 ที่จะลงทุนกำไรน้ำมัน" [สิบสาม]
สิ่งที่สำคัญในวันนี้คือน้ำหนักของพวกเขาและนักแสดงใหม่ที่มีการใช้พวกเขาเช่นประเทศจีนที่มีจีน Investment Corporation (CIC) และรัสเซียกับกองทุนรักษาเสถียรภาพ (รัสเซียต้องการที่จะสร้างการเรียงลำดับของบัฟเฟอร์กับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์) และยักษ์ใหญ่ของประชาชน บริษัท เช่นแก๊ซ ในอดีตที่ผ่านมา SWFs ลงทุนหลักลงในพันธบัตรและพันธบัตรตั๋วเงินคลัง แต่ในปีที่ผ่านมามีจุดมุ่งหมายของพวกเขาได้รับการเพิ่มผลผลิตของการจัดสรรเงินสำรองของชาติของพวกเขาเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้เป้าหมายของพวกเขาเป็น บริษัท มากขึ้นและธนาคารในยุโรปและอเมริกาเหนือ ถ้าเราติดตามรายการของ บริษัท เวสเทิร์ที่มีการปรากฏตัวของ SWFs เราสามารถตั้งชื่อในหมู่พวกเขาหน่วยงานจำนวนมากเช่นเดมเลอร์ไครสเลอร์, Deutsche Bank, HSBC, Standard Chartered, บาร์เคลย์แอร์บัสเซนส์และเฟอร์รารี
ที่ผ่านมาห้าปีที่ผ่านมาความมั่งคั่งสะสมโดยกองทุนเหล่านี้ได้ถูกแทงและในเดือนกันยายน 2007 กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดว่า SWFs - ซึ่งขณะนี้กว่า 40 - การควบคุมวันนี้รอบ 3000000000000 $ ซึ่งเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเงินสำรองทางการของทุกประเทศในโลก . วิกฤตสินเชื่อที่ผ่านมาได้นำการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนในสหรัฐและยุโรปโดย SWFs "กับเงินลงทุนในสองเดือนแรกของปีนี้ตรงกับเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 2,007" [xiv] ความมั่งคั่งนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น $ 5000000000000 ในปี 2010 และ $ 12000000000000 ในปี 2012 หากประเทศที่มี SWFs โอนทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากขึ้นจากการใช้ประโยชน์ตามปกติของพวกเขา SWFs สามารถเจริญเติบโตได้เกินกว่าค่าที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ SWFs จัดการสินทรัพย์มากกว่ากองทุนป้องกันความเสี่ยง ($ 1500000000000) แต่ยังคงความเป็นจริงที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับ $ 53000000000000 จัดการโดยนักลงทุนสถาบัน (กองทุนบำเหน็จบำนาญและพลัง) ด้วยเหตุนี้เอสจอห์นสันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในบทความของกันยายน 2007 ยืนยันว่าสินทรัพย์ที่ควบคุมโดย SWFs เป็น "อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่มาก" [XV] นอกจากนี้เขายังชี้ให้เห็นว่าสินทรัพย์เหล่านี้เป็น "แต่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของตลาดเกิดใหม่บางส่วนมูลค่ารวมของการซื้อขายหลักทรัพย์ในแอฟริกาตะวันออกกลางและที่เกิดขึ้นใหม่ยุโรปรวมกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ $ 4000000000000. นี้ก็จะมีขนาดประมาณ ตลาดเหล่านี้ในทุกประเทศในละตินอเมริกา. " [เจ้าพระยา]ในโลกปัจจุบันมีมากกว่า 20 ประเทศ (ในหมู่พวกเขาสหรัฐอาหรับเอมิกาตาร์, คูเวต, สิงคโปร์, จีน, นอร์เวย์, ลิเบียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย) ที่เป็นเจ้าของเงินทุนเหล่านี้และอย่างน้อยสิบ มากขึ้นต้องการที่จะมี SWFs ตามข้อมูลล่าสุดถือครองความเข้มข้นในห้าอันดับแรกของบัญชีเงินทุนสำหรับร้อยละ 70 ของสินทรัพย์รวม
ย่อหน้าที่สอง: อะไรคือปัญหาที่จุดประกายโดย SWFs?
เมื่อพูดเกี่ยวกับ SWFs มันเหมาะสมที่จะพิจารณาสามประเด็นพื้นฐาน
- เป็นที่ตั้งของ SWFs สร้างที่ไม่พึงประสงค์พื้นฐานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน? ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายด้วยเงินทุนที่ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์เพราะเงินเหล่านี้ใช้ SWFs เป็นกลไกในการสั่งซื้อที่จะสะสมสินทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้นโดยที่พวกเขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสกุลเงินของพวกเขาจากการเห็นคุณค่า ด้วยกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดน้อยลงเพราะ " รัฐบาลเป็นหลักเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ทางกายภาพในพื้นดินที่มีสินทรัพย์ทางการเงินในบัญชีธนาคารที่จะวาดโดยคนรุ่นอนาคต. " [xvii]
- SWFs มีการสะสมมากเกินไปของประเทศและต่างประเทศนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจึงมีความเกี่ยวข้องที่จะต้องพิจารณาพวกเขาในแง่ของผลกระทบที่เป็นไปได้ของพวกเขาในความมั่นคงทางการเงินโดยรวม SWFs ในหลักการเป็นนักลงทุนระยะยาวและไม่ออกการลงทุนในเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนจากความผันผวนในระยะสั้นบวก:
พวกเขาไม่ได้มีประโยชน์มากและมันเป็นเรื่องยากที่จะดูว่าพวกเขาจะถูกบังคับตามความต้องการเงินกองทุนหรือนักลงทุนถอนฉับพลันที่จะเลิกตำแหน่งของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว ในบริบทนี้ SWFs อาจจะถือว่ามีผลบังคับใช้สำหรับความมั่นคงทางการเงิน - การจัดหาสภาพคล่องให้กับตลาดการเพิ่มราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนลดการกู้ยืมเงินในประเทศที่พวกเขาลงทุน ยังคงนโยบายสาธารณะรับผิดชอบต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของ SWFs ในตลาดการเงิน SWFs ตัวแทนขนาดใหญ่มีความเข้มข้นและมักจะอยู่ในสถานะทึบแสงในตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันโดย SWFs ในตลาดมีสภาพคล่องต่ำอาจทำให้เกิดความผันผวนของราคา นอกจากนี้ตั้งแต่ SWFs หลายเปิดเผยเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนโยบายการลงทุนของพวกเขาเพียงข่าวลือของการเปลี่ยนแปลง SWF อาจทำให้ภาคเอกชนที่จะตอบสนอง [xviii]
- พวกเขามีการควบคุมของ บริษัท เอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปหรือไม่ พวกเขาเป็นอันตรายสำหรับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติของประเทศที่พวกเขาลงทุน? นี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่มีการวิเคราะห์ในเชิงลึกมากมันโผล่ออกมาว่ายังมีปัญหาด้านความปลอดภัยที่ไม่ใช่ชาติที่เกี่ยวข้องกับ SWFs ในความเป็นจริงตามที่นาย Kimmitt:
ก่อนที่เศรษฐกิจสหรัฐถูกสร้างขึ้นบนความเชื่อที่ว่า บริษัท เอกชนจัดสรรเงินทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารัฐบาลประการที่สองรัฐบาลต่างประเทศที่น่ากลัวจะจ้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ของเงินทุนในรูปแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ขับเคลื่อนที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ ตัวอย่างจะรวมถึงการตัดสินใจลงทุนทำเพื่อส่งเสริมนโยบายต่างประเทศหรือสังคมที่กำหนด ประการที่สามมีศักยภาพในการรับรู้เปรียบในการแข่งขันที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่เป็นธรรมเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ยกตัวอย่างเช่นรัฐบาลสามารถใช้ปัญญาหรือบริการรักษาความปลอดภัยในการรวบรวมข้อมูลที่ไม่พร้อมที่จะลงทุนในเชิงพาณิชย์ พร้อมกับการรับประกันอธิปไตย SWF ยังสามารถได้รับหรือขยายการจัดหาเงินทุน (ถ้าจำเป็น) ในอัตราที่น่าสนใจที่นักลงทุนอาจไม่ได้ในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังเป็นไปได้สำหรับ SWF ที่จะใช้วิธีการทางอ้อมโดย channeling แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผ่านรัฐวิสาหกิจในประเทศ [รัฐวิสาหกิจ] ซึ่งจะลงทุนในต่างประเทศ[เก้า]
โดยทั่วไปแล้วเงินเหล่านี้เมื่อเริ่มที่จะซื้อมีส่วนร่วมทั้งยังอยู่ในที่โดดเด่นที่สุดกองทุนหุ้นเอกชน (ประเทศจีนมีการลงทุน 3 พันล้านดอลลาร์ Blackstone และอาบูดาบีลงทุน $ 1350000000 ในคาร์ไลล์) และโควต้าเล็ก ๆ ของ บริษัท เวสเทิร์;บางครั้งพวกเขามุ่งมั่นที่จะควบคุม บริษัท โดยตรง ตาม Ferreira สซ่าและทอดตา - ผู้ที่ทำวิจัย ("ผู้ถือหุ้นที่ประตู" ทำเพื่อ Fundacao para Ciencia อี Tecnologia โปรตุเกส (FCT)) เกี่ยวกับบทบาทของนักลงทุนสถาบันในข้ามการควบรวมกิจการชายแดนและการเข้าซื้อกิจการ (M & A) :
บริษัท ที่มีนักลงทุนสถาบันมากขึ้น - คนต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง - กำลังประสบผู้ถือหุ้นของพวกเขาที่ "ประตู" ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็น "ม้าโทรจัน" เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงของการควบคุม โดยรวม, กระดาษของเราแสดงให้เห็นว่าการเป็นเจ้าของสถาบันอำนวยความสะดวกในการทำงานของตลาดต่างประเทศสำหรับการควบคุมขององค์กร[XX]
เห็นได้ชัดว่าวิธีคิดนี้เป็นอย่างที่ใช้บังคับกับ บริษัท มหาชนที่ไม่มีผู้ถือหุ้นใด ๆ ในความเป็นจริงในสถานการณ์ดังกล่าวถ้าระหว่างผู้ถือหุ้นมี SWF เป็นเกมที่ง่ายมากเพราะกองทุนต้องการที่จะเพิ่มการมีส่วนร่วมและได้รับการควบคุมของ บริษัท มหาชน; และเป้าหมายนี้มีทรัพยากรที่ไม่มีที่สิ้นสุดเกือบ ตรรกะของทุนนิยมคือการมี บริษัท ที่ทำหน้าที่ในการสั่งซื้อเพื่อเพิ่มมูลค่าของหุ้นของพวกเขาสำหรับผู้ถือหุ้น หากผู้ถือหุ้นที่มีสมมติฐานนี้รัฐบาลไม่ได้ให้ชัดเจนอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า "รัฐบาลสามารถใช้ SWFs ที่จะเรียนรู้วิธีการที่ บริษัท ในประเทศอื่น ๆ ทำงานแล้วใช้ข้อมูลนี้เพื่อหนุนรัฐวิสาหกิจวิ่งคู่แข่ง." [XXI]ที่น่าสนใจจริงๆคือบทบาทของเทมาเส็กโฮลดิ้งของสิงคโปร์ซึ่งปกติ การลงทุนในระยะกลาง / ระยะยาวใน บริษัท เวสเทิร์ที่ไม่ได้ผลิตสินทรัพย์หรือบริการสำหรับชนชั้นกลาง ในทุกกรณีเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเข้าใจว่าเรากำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ทำเฉพาะกับเป้าหมายของกำไรทางเศรษฐกิจหรือของแรงจูงใจทางการเมือง ในสถานการณ์ดังกล่าวมันเป็นเรื่องปกติที่ทั้งสองด้านของมหาสมุทรแอตแลนติก alarmism บางอย่างที่มีการเติบโตไม่เพียง แต่ในการจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินของการดำเนินงานเหล่านี้ แต่ยังอยู่ในการรักษาสมดุลของประชาธิปไตยในทวีปอเมริกาเหนือและประเทศในยุโรป
ความพยายามที่สามปีที่ผ่านมาที่จะซื้อกลุ่มน้ำมันยูโนแคลอเมริกันโดย บริษัท CNOOC ของจีนในปี 2006 และความพยายามที่จะซื้อห้าพอร์ตอเมริกันดูไบพอร์ตโลกซึ่งเป็นธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของและไม่ SWF แรกมีคำตอบในเชิงลบจาก สหรัฐบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาติ ต่อมาหลังจากที่ปฏิเสธข้อเสนอของดูไบพอร์ตโลกสภาคองเกรสผ่านกฎหมายกฎหมายที่เข้มงวดมากที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในสหรัฐ (โดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ มันก็ไม่ง่ายสำหรับสหรัฐที่จะมีประเทศในตะวันออกกลางควบคุมจุดเข้าที่อาจเกิดขึ้นซึ่ง จะได้รับใช้โดยผู้ก่อการร้าย) ในปี 2007 เมื่อมีการประกาศเป็นพันธมิตรและเป็นเจ้าของหุ้นไขว้ระหว่าง Nasdaq และดูไบตลาดหลักทรัพย์ประธานาธิบดีบุชได้ที่จะเข้าไปแทรกแซงในการแก้ไขปัญหาของการตรวจสอบความเข้ากันได้ของการดำเนินงานที่ซับซ้อนดังนั้นในความสัมพันธ์กับความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของ สหรัฐและวุฒิสมาชิกประชาธิปไตยเขียนถึงกระทรวงการคลังเอช Paulson อธิบายว่ามีความกังวลเกี่ยวกับการจัดการที่เป็นไปได้ระหว่างสองตลาดหุ้นเพราะข้อตกลงนี้จะมีความหมายที่จะมีอิทธิพลต่อการใช้สิทธิโดยรัฐบาลต่างประเทศในโครงสร้างพื้นฐานของพื้นฐานทางเศรษฐกิจอเมริกัน
โดยทั่วไปที่เราได้รับเสมอเป็นประเทศที่เปิดกว้างและบทบาทของคณะกรรมการในการลงทุนในต่างประเทศในประเทศสหรัฐอเมริกา (หรือ CFIUS) [xxii]ไม่เคยมีที่จะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจที่มีหน่วยงานต่างประเทศ CFIUS เป็นคณะกรรมการระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐและงานหลักของมันคือการเข้าใจว่าการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเป็นไปได้ของ บริษัท สหรัฐอาจมีผลกระทบความมั่นคงของชาติ ทุก บริษัท ที่สามารถมีส่วนร่วมในการเข้าซื้อกิจการโดย บริษัท ต่างประเทศที่ควรแจ้งไปได้ที่จะ CFIUS นี้ (มันยังอยู่ในอำนาจของ CFIUS กับการทำธุรกรรมการตรวจสอบที่ไม่ได้ส่งสมัครใจ) ความคิดเห็น CFIUS เริ่มต้นด้วยการตัดสินใจ 30 วันที่จะอนุญาตให้ทำธุรกรรมหรือเปิดการสอบสวนตามกฎหมาย หาก CFIUS ตัดสินใจที่จะมีการตรวจสอบตามกฎหมายคณะกรรมการจะมี 45 วันเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้เข้าซื้อกิจการหรือการสั่งซื้อการขายเงินลงทุน ในความเป็นจริงส่วนใหญ่ของการทำธุรกรรมได้รับการอนุมัติที่มีปัญหาโดย CFIUS ไม่มี ในความเป็นจริงในปี 2006 ในสหรัฐอเมริกาได้มีการประมาณ 10,000 ควบรวมและซื้อกิจการและการเหล่านี้มีการทำธุรกรรม 1730 ข้ามพรมแดนซึ่งมีเพียง 113 มาก่อน CFIUS ไม่มีออก 113 ข้อเสนอที่ถูกบล็อกโดยคณะกรรมการ ในฤดูร้อนปี 2007 สภาคองเกรสผ่านกฎหมายใหม่ CFIUS ซึ่งเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการ ("การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและฝึกปรือระดับสูงสำหรับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลต่างประเทศ" [XXIII] )
วันนี้ปัญหาของสหรัฐคือการขัดขวางการเพิ่มขึ้นของมาตรการนีโอกีดกันและเพื่อการนี้ t " เขาเป็นประธานคณะทำงานด้านตลาดการเงินที่นำมารวมกันที่สำคัญของสหรัฐหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินและสมาชิกคนอื่น ๆ ของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ตำแหน่งประธานเลขานุการของ Paulson มี . ริเริ่มความคิดเห็นของ SWFs " [XXIV] . ระจะหมายถึงการที่จะบ่อนทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานที่ 20 มีนาคมปี 2008 รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจากสอง SWFs ที่สำคัญที่สุด: สิงคโปร์และอาบูดาบีซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้มีทั้ง ก้าวขึ้นการลงทุนในซิตี้กรุ๊ป เงินเหล่านี้จะต้องปฏิเสธ "เป้าหมายทางการเมือง" ในการลงทุนของพวกเขาในสหรัฐอเมริกาและควรพยายามที่จะเป็นอย่างโปร่งใสสำหรับกิจกรรมของพวกเขาในสหรัฐอเมริกา (ในความเป็นจริง "ของเงินทุนอธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดเพียง แต่ให้ของนอร์เวย์สิ่งที่ใกล้เคียงกับความโปร่งใส. ในแต่ละปีมัน เปิดเผยพอร์ตการลงทุนของเงินลงทุนและผลตอบแทน " [XXV]และจนถึงตอนนี้มันไม่เคยขอออกการควบคุมการจัดการเงินลงทุนเล็งเท่านั้นที่จะเป็นเจ้าของหุ้นขนาดเล็กใน บริษัท ) นอกจากนี้สหรัฐได้เกณฑ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศและโออีซีดี "การพัฒนารหัสเพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนข้ามพรมแดนโดยเงินของรัฐบาล."[XXVI]รหัสของการปฏิบัติที่ดีที่สุดนี้ (มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรหัสนี้ว่านักลงทุนที่จะถอนตัวออกจากการเมือง แรงจูงใจเมื่อพวกเขาทำเงินลงทุน) ควรจะพร้อมสำหรับฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 และได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรปมีปัญหากับโครงการนี้ก็คือว่ามันมีคนไม่พอใจอยู่แล้วในบางประเทศการลงทุนเช่นจีนและรัฐอ่าว ในเดือนมกราคม 2008 ที่ดาวอสฟอรั่มเศรษฐกิจโลกแทนจำนวนมากจากประเทศอ่าวอธิบายว่ารหัสนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์และมันก็บุกรุกในเสรีภาพในการทำธุรกิจ ยังคงมาจากฝั่งอเมริกาของมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นที่น่าสนใจข้อเสนอโดยเอ็ดวินเอ็มทรูแมนกับปีเตอร์สันสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ. [xxvii]เขาแสดงให้เห็นการสร้างมาตรฐานสากลสำหรับการลงทุนข้ามพรมแดนเพื่อจุดประสงค์นี้มันจะเป็นพื้นฐานในการพิจารณา:
- เป้าหมายของการลงทุนเฉพาะเจาะจง
- กลยุทธ์ของกองทุนรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
- การกำกับดูแลของกองทุนรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจากประเทศที่ระบุว่ามีการเข้าถึงข้อมูลกองทุน
- ความโปร่งใส
- แนวทางพฤติกรรมอธิบายว่ากองทุนมีสิทธิที่จะปรับผลงานของ[xxviii]
ในสหรัฐอเมริกาเสนอที่น่าสนใจอื่นได้รับสูงโดยเจฟฟรีย์ Garten, อดีตคณบดีของมหาวิทยาลัยเยลของการบริหารจัดการ นาย Garten คิดว่ามันจะมีความจำเป็นที่จะ จำกัด "การดำเนินงาน SWFs 'เพื่อเตรียมการซึ่งกันและกันที่ความสามารถของประเทศในการซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศจะได้รับการปรับอากาศในอนุญาตให้เข้าถึงคล้ายกับกองทุนต่างประเทศ ( เศรษฐศาสตร์ 2007) ". [XXIX]
มีการอ้างอิงไปยังยุโรปในช่วงฤดูร้อนปี 2007 นายกรัฐมนตรี Angela Merkel ของเยอรมนียกคำถามเกี่ยวกับการปรากฏตัวที่เพิ่มขึ้นของ SWFs ในกรรมสิทธิ์ของหลาย บริษัท เยอรมันและยุโรป อะไรในยุโรปนอกจากนี้ยังเกิดขึ้นใหม่ - ในความสัมพันธ์กับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและบทบาทหลักเล่นโดย SWFs ในอเมริกาเหนือและในยุโรป - เป็นวิธีการที่แตกต่างกันระหว่างนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมือง ในความเป็นจริงนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปมีแนวโน้มที่จะขีดเส้นใต้คุณสมบัติที่ดีของโลกาภิวัตน์และเงินทุนไหลในพื้นที่ต่างๆของโลก พวกเขาคิดว่านี่เป็นกระบวนการที่ดีมากเพราะมันช่วยให้การคูณเป็นไปได้ของการลงทุน - การเอาชนะทางการเมืองทุกอุปสรรคทางกฎหมายและระบบราชการ - และเพื่อปรับปรุงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปขอบคุณไปยังสถานที่ที่ประเทศตะวันตกมีเมืองหลวงมา จากตลาดเกิดใหม่ หากการลงทุนจากประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ในเวสต์จะเชื่อมโยงกับการพิจารณาตลาดที่ไม่มีเกมการเมืองที่เกี่ยวข้องและหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีของเศรษฐกิจ กระบวนการดังกล่าวเป็นบวกสำหรับทั้งสองประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุโรปที่เกิดขึ้นโดย SWFs ไม่สามารถตอบได้เฉพาะภายใต้เลนส์ของการพิจารณาทางเศรษฐกิจ อภิปรายยุโรปรอบ SWFs คือการโต้เถียงเกี่ยวกับอย่างน้อยสี่คำถามพื้นฐาน:
- อย่าลงทุน SWFs 'ทำตามเกณฑ์ที่ตลาดหรือเป้าหมายทางการเมือง?
- การลงทุนเหล่านี้มีที่มาจากประเทศที่ใช้แนวคิดของการแลกเปลี่ยนสิทธิในความสัมพันธ์กับเสรีภาพทางเศรษฐกิจหรือไม่
- ในประเทศตะวันตกก็เป็นไปได้ที่จะต้องพิจารณาในลักษณะเดียวกับการเข้าซื้อกิจการโดย SWF ของเครือโรงแรมและการซื้อสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์จำลองแบบที่มีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาของประเทศอย่างเช่นเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานในภาคของ ก๊าซไฟฟ้าหรือโทรคมนาคม?
- คือการปรากฏตัว (หรือขาด) ของระบอบประชาธิปไตยในประเทศจากการที่ SWFs มาเป็นปัจจัยสำคัญ?
อาจจะยังอยู่ในยุโรปไม่มีการแก้ปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากการยอมรับ SWFs เป็นผลมาจากระดับของวันนี้ของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนเหล่านี้ในตลาดยุโรป ร่วมสมัย, การลงทุนเหล่านี้จะต้องมีการประเมินอย่างละเอียดสำหรับเหตุผลที่เชื่อมโยงกับการรักษาความปลอดภัยของยุโรปและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เกมส์ที่ประเทศตะวันตกต้องเล่นทอดสมออยู่บนความจริงที่ว่าทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปควรจะมีระดับสูงสุดของการเปิดเสรีตลาดและการเปิดกว้างในการลงทุนจากต่างประเทศในขณะที่ในเวลาเดียวกันพวกเขาจำเป็นต้องรักษาการป้องกันและการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา ตัวตนและผลประโยชน์ทางการเงินและเศรษฐกิจ และทั้งหมดนี้ควรจะทำทุกหลีกเลี่ยงการย้ายเป็นไปได้ที่มีต่อเศรษฐกิจและการปกป้อง dirigisme ในทวีปอเมริกาเหนือเช่นเดียวกับในยุโรป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้เครื่องมือมากมายที่สามารถนำมาใช้ เรื่องนี้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องเพราะยังมีความหมายของสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของชาติของสหรัฐและผลประโยชน์ของชาติสหภาพยุโรปจะไม่แข็ง พฤติกรรมของประเทศเกิดใหม่และการจัดสรรทรัพยากรของพวกเขาภายในประเทศตะวันตกนำเสนออีกครั้งหนึ่งขึ้นเขียงนิรันดร์ระหว่างรัฐและตลาดและการวิจัยของสมดุลแบบไดนามิกที่อาจไม่ยอมรับการแก้ปัญหาแบบคงที่และดันทุรัง ประสบการณ์ในยุโรปแสดงให้เห็นการใช้ห้าแนวทางในการจัดการกับ SWFs ที่ลงทุนในประเทศตะวันตก:
- เพื่อให้เห็นความแตกต่างแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่ทำโดย SWFs ในประเทศตะวันตกจะทำต่อไปตามเกณฑ์ราคาตลาดหรือโต้แย้งทางการเมืองและเป็นอันตรายมีจุดมุ่งหมาย;
- ที่จะแยกแยะระหว่างการเข้าซื้อกิจการของการควบคุมโควต้าและการลงทุนทางการเงินที่เรียบง่ายกับโควต้าของชนกลุ่มน้อย;
- ค่าระดับของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศจากการที่ SWFs มา;
- เพื่อหลอกสูงสุดของความโปร่งใสและการแลกเปลี่ยนของเสรีภาพในเมื่อ บริษัท เวสเทิประเทศลงทุนในประเทศจากการที่ SWFs มา;
- ที่จะห้าม SWFs จากการซื้อของการควบคุมโควต้า (หรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องเพียง) ในภาคที่มีการพิจารณาหรือเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมอย่างมากเช่นภาคการป้องกันและเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานในด้านของพลังงาน, การสื่อสารโทรคมนาคม, น้ำ, ทางรถไฟและทางด่วน
บางเดือนที่ผ่านมาที่จุดเริ่มต้นของปี 2008 ทั้งสองคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป SWFs อธิบายว่ามีหลักในการปรับปรุงความโปร่งใสของพวกเขา ฝ่ายการเงินข้าราชการ Joaquim Almunia เน้นจุดที่ SWFs ควรเข้าใจความรับผิดชอบของตน แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาจะให้เป็นแหล่งที่มีประโยชน์ของการลงทุนผ่าน "การจัดหาเงินทุนได้อย่างรวดเร็วและอย่างรวดเร็วไปยังธนาคารขนาดใหญ่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่อง". [xxx]
ในทำนองเดียวกันชาร์ลี McCreevy, กรรมาธิการสหภาพยุโรปสำหรับตลาดภายใน ชี้ให้เห็นว่า SWFs มีการปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลทางการเงินของพวกเขา แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขามีผลในเชิงบวกสำหรับเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเพราะพวกเขาเป็นนักลงทุนระยะยาว ในยุโรปมีสองตัวเลือกในการสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้แนวทางเหล่านี้ห้า ทางเลือกหนึ่งที่จะเชื่อมโยงกับประสบการณ์แบบอเมริกัน; และต้องการที่จะสร้างหน่วยงานที่เฉพาะเจาะจงเช่น CFIUS ในสหรัฐอเมริกานี้หน่วยงานใหม่ควรจะมีงานของการประเมินผลการเลือกอนุมัติหรือปฏิเสธการลงทุนของ SWFs ประเทศเกิดใหม่ 'ในยุโรปตัวเลือกที่สองซึ่งได้รับการเสนอโดยปีเตอร์แมนเดลสัน, กรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อการค้าประกอบด้วยการนำการจัดเรียงของหุ้นทองยุโรป (ในระดับสหภาพยุโรปและไม่ได้อยู่ในระดับประเทศ) ที่จะให้อำนาจพิเศษไปยังหน่วยงานของสหภาพยุโรปเมื่อ สัดส่วนการถือหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่พื้นฐานไม่เพียง แต่สำหรับประเทศของสหภาพยุโรปอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังให้ความสนใจของทุกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งสองตัวเลือกที่ไม่ได้มีการดำเนินงานที่ง่ายและมีข้อดีและข้อเสีย
ในทำนองเดียวกันชาร์ลี McCreevy, กรรมาธิการสหภาพยุโรปสำหรับตลาดภายใน ชี้ให้เห็นว่า SWFs มีการปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลทางการเงินของพวกเขา แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขามีผลในเชิงบวกสำหรับเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเพราะพวกเขาเป็นนักลงทุนระยะยาว ในยุโรปมีสองตัวเลือกในการสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้แนวทางเหล่านี้ห้า ทางเลือกหนึ่งที่จะเชื่อมโยงกับประสบการณ์แบบอเมริกัน; และต้องการที่จะสร้างหน่วยงานที่เฉพาะเจาะจงเช่น CFIUS ในสหรัฐอเมริกานี้หน่วยงานใหม่ควรจะมีงานของการประเมินผลการเลือกอนุมัติหรือปฏิเสธการลงทุนของ SWFs ประเทศเกิดใหม่ 'ในยุโรปตัวเลือกที่สองซึ่งได้รับการเสนอโดยปีเตอร์แมนเดลสัน, กรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อการค้าประกอบด้วยการนำการจัดเรียงของหุ้นทองยุโรป (ในระดับสหภาพยุโรปและไม่ได้อยู่ในระดับประเทศ) ที่จะให้อำนาจพิเศษไปยังหน่วยงานของสหภาพยุโรปเมื่อ สัดส่วนการถือหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่พื้นฐานไม่เพียง แต่สำหรับประเทศของสหภาพยุโรปอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังให้ความสนใจของทุกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งสองตัวเลือกที่ไม่ได้มีการดำเนินงานที่ง่ายและมีข้อดีและข้อเสีย
ปัญหาคือว่านอกจากนี้ยังมีอีกแนวโน้มที่อันตรายมากซึ่งขณะนี้ที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ แนวโน้มนี้ช่วยลดปัญหาของ SWFs โดยที่เกิดขึ้นในการปกป้องทั้งที่มีการสร้างสิ่งที่เรียกว่าแชมป์ระดับชาติและโดยการเพิ่มอุปสรรคทางเข้าตลาดสหภาพยุโรปสำหรับการลงทุนทำโดย SWFs จากประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่เพียง แต่เป็นขั้นตอนนี้หยุดที่ชัดเจนในการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ยังหมายถึงการหยุดชะงักในการเปิดเสรีของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป ที่อยู่เบื้องหลังความคิดกีดกันนี้มีการค้นหาจริงสำหรับการจัดเรียงของเศรษฐกิจพอเพียงอัตโนมัติสำหรับสิ่งที่เรียกว่า "ป้อมปราการยุโรป" แต่ตามวรรณคดีทางเศรษฐกิจในปัจจุบันความพยายามนี้มีทั้งหมดออกจากเวลา แม้จะมีความยากลำบากในวันนี้ก็จะขาดไม่ได้ที่จะคิดว่าจนถึงปีที่ผ่านมาเพียงไม่กี่เมืองหลวงจากประเทศที่เกิดขึ้นใหม่มาถึงแล้วและถูกนำกลับไปลงทุนในยุโรป โดยปกติแล้วพวกเขาไม่เคยได้รับการประเมินแม้ว่าพวกเขาจะได้รับการพิจารณามีจำนวนมากของความสงสัย การอภิปรายในวันนี้เกี่ยวกับ SWFs โดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ วิวัฒนาการที่สำคัญที่จะมีการพัฒนาในเชิงบวกสำหรับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ในยุคของโลกาภิวัตน์ยุโรปตอนนี้แตกแยกระหว่างในด้านใดด้านหนึ่งผู้สนับสนุนของการเปิดกว้างและการตลาดในด้านอื่น ๆ ที่สนับสนุนเศรษฐกิจของความรักชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำอะไรตอนนี้คือการสร้างสมดุลคือจุดบรรจบกันระหว่างทั้งสองทางเลือก คอนเวอร์เจนซ์นี้ไม่จำเป็นต้องมีกฎระเบียบใหม่และโปร่งใสและเจตจำนงทางการเมืองที่จะบรรลุเป้าหมายนี้.
สหภาพยุโรปอธิบายวิธีการในการ SWFs ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 เมื่อมันเปิดตัวการสื่อสาร (COM) (2008) 115 สุดท้ายที่มีชื่อคือ "วิธีการทั่วไปที่ยุโรป กองทุนความมั่งคั่งแห่ง ". [XXXI]ในการแนะนำของเอกสารนี้คณะกรรมการได้พูดคุยเกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการลงทุนและการเคลื่อนไหวฟรีในเมืองหลวง - เหล่านี้เป็นหนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดของกรอบของสหภาพยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จากนั้นคณะกรรมการได้อธิบายว่าการลงทุนของ SWFs สามารถสนับสนุนบทบาทระหว่างประเทศของเงินยูโรในระยะกลาง ในความเป็นจริง,
สำหรับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเป้าหมายคือสินทรัพย์สภาพคล่องและมีความปลอดภัยในสกุลเงินตราต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายต่ำแปลง - ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนเงินดอลลาร์สหรัฐ SWFs มีอิสระมากขึ้นในการเลือกลงทุนของพวกเขา นี้น่าจะหมายถึงหุ้นที่สูงขึ้นของสินทรัพย์เงินยูโรกว่าตอนนี้เป็นกรณีที่สำรอง[xxxii]
สำนักงานคณะกรรมการการชี้ให้เห็นว่าการร้องขอที่ผ่านมาสำหรับการกำกับดูแลที่ดีขึ้นสำหรับ SWFs ไม่ได้หมายความว่าในยุโรปมีการสูญญากาศทางกฎหมาย ในความเป็นจริงในยุโรปมันมีอยู่ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกของระบอบการปกครองที่ควบคุมการจัดตั้งและการกระทำของนักลงทุนต่างชาติ SWFs อาจจะรวมอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองตามกฎหมายนี้ องค์การการค้าโลกและกฎระเบียบของ OECD และการรวมกันของข้อตกลงทวิภาคีและรายสาขาให้กรอบทางกฎหมายในการที่สหภาพยุโรปดำเนินการในวันนี้ มีการอ้างอิง:
กรอบกฎหมายของสหภาพยุโรปโดย SWFs ลงทุนในสหภาพยุโรปอาจมีการกฎเดียวกันและการควบคุมเป็นรูปแบบอื่น ๆ ของการลงทุนทั้งจากต่างประเทศหรือในประเทศที่หลักการของการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศสมาชิกและระหว่างประเทศสมาชิกและสาม ประเทศที่กำหนดไว้ในข้อ 56 EC ใช้
การเคลื่อนไหวของเงินทุนไม่สมบูรณ์ ในฐานะที่เป็นหลักการพื้นฐานของสนธิสัญญาก็อาจได้รับการควบคุมในสองประการในระดับยุโรปภายใต้มาตรา 57 (2) EC แรกชุมชนอาจนำมาใช้โดยมาตรการส่วนใหญ่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเคลื่อนไหวของเงินทุนจากประเทศที่สามที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงจากสอง, มันไม่ได้เป็นไม่ว่าชุมชนสามารถแนะนำ - โดยการตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ - มาตรการที่ จำกัด การลงทุนโดยตรง
การควบคุมการควบรวมกิจการจะช่วยให้ประเทศสมาชิกที่จะใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์อื่น ๆ ที่ถูกต้องกว่าการแข่งขัน มาตรการดังกล่าวจะต้องมีความจำเป็นที่ไม่เลือกปฏิบัติและสัดส่วนเช่นเดียวกับการเข้ากันได้กับบทบัญญัติของกฎหมายอื่น ๆ ชุมชน การรักษาความปลอดภัยของประชาชนส่วนใหญ่ของสื่อและกฎพรูเด็นเชียจะถือเป็นผลประโยชน์ที่ถูกต้องในขณะที่ผลประโยชน์อื่น ๆ ได้รับการพิจารณาถูกต้องตามกฎหมายในกรณีโดยกรณีพื้นฐานในการแจ้งเตือนไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับ. [XXXIII]
ประเทศสมาชิกรวมตราสารแห่งชาติที่อาจจะใช้ในการควบคุม SWFs และไม่มีข้อ จำกัด เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือใหม่ - เข้ากันได้กับสนธิสัญญาสัดส่วนไม่เลือกปฏิบัติและไม่ขัดแย้งกับพันธกรณีระหว่างประเทศ - เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความต้องการเฉพาะถ้าพวกเขาเกิดขึ้น . ยุโรปศาลยุติธรรม (ECJ) นำเกี่ยวกับคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่รัฐอาจใช้มาตรการเหล่านี้ในการทำงานร่วมกันกับสนธิสัญญาอธิบายว่าข้อโต้แย้งทางเศรษฐกิจเพียงไม่สามารถปรับตำแหน่งที่ต้องห้ามตามสนธิสัญญา ศาลมีเกณฑ์ในการประเมินสัดส่วนของระบบการอนุมัติ:
เหล่านี้จะต้องมีจุดมุ่งหมายที่การคุ้มครองสนใจทั่วไปถูกต้องตามกฎหมายและคาดหวังการ จำกัด เวลาที่เข้มงวดสำหรับการใช้อำนาจฝ่ายค้านสินทรัพย์หรือการตัดสินใจการจัดการการกำหนดเป้าหมายจะต้องมีการระบุไว้โดยเฉพาะและวัตถุประสงค์ของระบบและเกณฑ์ที่มีเสถียรภาพจะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพโดยศาล .
สุดท้ายมีขอบเขตการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของ SWFs ขณะที่นักลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านกรอบการกำกับดูแลซึ่งมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนโดยไม่คำนึงถึงความเป็นเจ้าของ นี้จะเป็นกรณีในอุตสาหกรรมเครือข่าย. [xxxiv]
จากนั้นในดอทคอม (2008) 115 สุดท้ายคณะกรรมการการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นห้าหลักการที่สำคัญที่จะได้รับการก่อตั้งนโยบายในความสัมพันธ์กับ SWFs ตารางต่อไปนี้จะชี้แจงเหล่านี้ห้าหลักการ
ตามที่คณะกรรมการทั้งสองประเด็นหลักในการที่จะอยู่ที่ความกังวลที่เกี่ยวข้องกับ SWFs มีการกำกับดูแลที่ดีและความโปร่งใสที่ดีขึ้น สำหรับคณะกรรมการหลักการของการกำกับดูแลที่ดีรวมถึง:
ตามที่คณะกรรมการทั้งสองประเด็นหลักในการที่จะอยู่ที่ความกังวลที่เกี่ยวข้องกับ SWFs มีการกำกับดูแลที่ดีและความโปร่งใสที่ดีขึ้น สำหรับคณะกรรมการหลักการของการกำกับดูแลที่ดีรวมถึง:
- การจัดสรรที่ชัดเจนและแยกความรับผิดชอบในโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการภายในของ SWF
- การพัฒนาและการออกนโยบายการลงทุนที่กำหนดวัตถุประสงค์โดยรวมของการลงทุน SWF;
- การดำรงอยู่ของความเป็นอิสระในการดำเนินงานสำหรับหน่วยงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด;
- การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะของหลักการทั่วไปปกครองสัมพันธ์ SWF กับอำนาจรัฐบาล
- การเปิดเผยข้อมูลของหลักการทั่วไปของการกำกับดูแลภายในที่ให้การรับรองความสมบูรณ์;
- การพัฒนาและการออกนโยบายการบริหารความเสี่ยง
การปฏิบัติที่โปร่งใสที่จะต้องพิจารณาคือ
- การเปิดเผยข้อมูลประจำปีของตำแหน่งการลงทุนและการจัดสรรสินทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนที่มีความเป็นเจ้าของส่วนใหญ่;
- การใช้สิทธิของสิทธิการเป็นเจ้าของ;
- การเปิดเผยข้อมูลของการใช้ leveraged และองค์ประกอบของสกุลเงิน;
- ขนาดและแหล่งที่มาของทรัพยากรของกิจการ;
- การเปิดเผยข้อมูลของการควบคุมประเทศและการกำกับดูแลการปกครอง SWF
ข้อสรุป
ด้วย SWFs อย่างรวดเร็วดึงดูดความสำคัญในระบบการเงินและการเงินการอภิปรายเกี่ยวกับธรรมชาติและข้อดีและข้อเสียของพวกเขามีการแพร่กระจายมากขึ้นทั้งสองด้านของมหาสมุทรแอตแลนติก กองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศ OECD กำลังทำงานเพื่อพัฒนารหัสของกฎระเบียบสำหรับการ SWFs รหัสของการปฏิบัติที่ดีนี้จะช่วยให้เข้าใจที่กองทุนลงทุนอย่างถูกต้องและที่ค่อนข้างลงทุนด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไม่ได้ขึ้นอยู่เสมอในการพิจารณาทางเศรษฐกิจสรุป:
กองทุน Sovereign ไม่น่าจะหายไป พวกเขากำลังอยู่บนพื้นฐานของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและจะกลายเป็นความสำคัญน้อยกว่า แต่ถ้าประเทศที่มีการเกินดุลขนาดใหญ่เริ่มทำงานเป็นเวลานานการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประเทศที่สำคัญมีความมุ่งมั่นที่จะลดความไม่สมดุลของบัญชีเดินสะพัดของพวกเขาและจะ จำกัด การเจริญเติบโตของกองทุนอธิปไตย แต่เศรษฐกิจโลกที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องในรูปแบบที่ทำให้มันยากที่จะให้แน่ใจว่าไม่สมดุลของบัญชีเดินสะพัดจะหดตัว[XXXV]
นอกเหนือจากการพิจารณาแสดงอาจจะอยู่ในท้ายที่สุดเดǺslundที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ปีเตอร์สันสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศมีสิทธิที่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SWFs ในความเป็นจริงนายǺslundกล่าวว่าสำหรับชาวอเมริกันและยุโรปกองทุนเหล่านี้จะไม่มีอะไรที่จะเป็น กังวลเกี่ยวกับในขณะที่ "ถ้าใครควรกังวลเกี่ยวกับพวกเขาก็เป็นคนที่มีรัฐบาลมีการสะสมพวกเขา." [XXXVI]ในคำอื่น ๆ รัฐบาลที่ไม่ดีจริงๆในการจัดการเงินและมันควรจะดีกว่าที่จะปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านี้ให้กับประชาชนภาคเอกชน . นายǺslundยังคงอธิบายว่า SWFs โดยทั่วไปที่สร้างขึ้นโดยระบอบเผด็จการในประเทศกึ่งพัฒนาที่ประชาชนไม่สามารถหวังเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในขณะที่ในประเทศประชาธิปไตย:
การเมืองทำงานแตกต่างกัน ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่มีกองทุนความมั่งคั่งอธิปไตยที่มีขนาดใหญ่เป็นนอร์เวย์ เนื่องจากกองทุนนอร์เวย์ก่อตั้งขึ้นในปี 1990 ทุกรัฐบาลมีการสูญเสียหน้าที่การเลือกตั้งเพราะฝ่ายค้านได้สัญญาทุกชนิดของค่าใช้จ่ายที่ได้รับความนิยมจากกองทุนที่อุดมสมบูรณ์ ประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องยากที่จะปกป้องทุนสำรองของประชาชนมากเกินไป
เงินสำรองระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นบางอย่างเสมอและผู้ส่งออกของสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาผันผวนสูงจำเป็นต้องสำรองที่มีขนาดใหญ่เป็น net ความปลอดภัย อย่างไรก็ตามกองทุนความมั่งคั่งอธิปไตยเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน พวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงบิดาและเศรษฐกิจการศึกษา-ความคิดที่ว่าผู้ปกครองที่รู้ดีที่สุดในขณะที่ประชาชนจึงขาดความรับผิดชอบที่พวกเขาไม่สามารถรับความไว้วางใจที่มีเงินออมของตัวเอง มันจะประหยัดมากขึ้นและเป็นประชาธิปไตยที่จะลดภาษีและให้ประชาชนประหยัดและการลงทุนของตัวเอง[XXXVII]
[ผม] TESLIK แอลเอช, Sovereign Wealth Funds , เข้าถึงได้บน 22 มีนาคม 2008
สำหรับรายงานที่สมบูรณ์เห็น: AIZENMAN เจกักตุนขนาดใหญ่ของเงินสำรองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นใหม่สถาปัตยกรรมในhttp://www.nber.org/papers/w13277 , เข้าถึงได้ใน 22 มีนาคม 2008
[ii]เศรษฐศาสตร์การรุกรานของจักรพรรดิ-กองทุนความมั่งคั่งในทางเศรษฐศาสตร์ , 19-25 มกราคม 2008; เศรษฐศาสตร์สินทรัพย์ความไม่มั่นคงในทางเศรษฐศาสตร์ , 19-25 มกราคม 2008
[iii] TESLIK แอลเอช, Sovereign Wealth Funds , เข้าถึงได้บน 22 มีนาคม 2008
[iv] "เงินสำรองระหว่างประเทศเป็นเงินประเทศถือสำหรับการใช้งานโดยกระทรวงตั๋วเงินคลังหรือการเงินและธนาคารกลางของพวกเขา กองทุนบำเหน็จบำนาญสาธารณะถือเงินที่รัฐสัญญาว่าพลเมืองของตน (Kimmitt ตั้งข้อสังเกตว่าเงินเหล่านี้ได้เก็บประเพณีการเปิดรับแสงต่ำสินทรัพย์ต่างประเทศ) รัฐวิสาหกิจเป็น บริษัท ที่มีการจัดการอย่างเต็มที่หรือบางส่วนโดยรัฐแต่ละแห่งซึ่งอาจจะมีทรัพย์สินของตัวเองและการลงทุน "ใน TESLIK แอลเอช, Sovereign Wealth Funds , เข้าถึงได้บน 22 มีนาคม 2008
[วี] FRBSF เศรษฐกิจจดหมาย, Sovereign Wealth Funds: สะดุดบล็อกหรือ Stepping Stones เพื่อโลกาภิวัตน์ทางการเงินในhttp://www.frbsf.org/publications/economics/letter/2007/el2007-38.pdf , เข้าถึงวันที่ 24 มีนาคม 2008
[vi]ความรู้ @ WHARTON, มองใกล้ที่ Sovereign Wealth Funds: ลับ, ที่มีประสิทธิภาพ, อลหม่านและขนาดใหญ่ในhttp://knowledge.wharton.upenn.edu/article.cfm?articleid=1868 , เข้าถึงได้ใน 23 มีนาคม 2008 .
[vii] TESLIK แอลเอช, Sovereign Wealth Funds , เข้าถึงได้บน 24 มีนาคม 2008
[viii] In: http://www.treas.gov/offices/international-affairs/economic-exchange-rates/pdf/2007_Appendix-3.pdf , เข้าถึงได้บน 22 มีนาคม 2008
[ix] In: http://www.treas.gov/offices/international-affairs/economic-exchange-rates/pdf/2007_Appendix-3.pdf , เข้าถึงได้บน 22 มีนาคม 2008
[x]ความรู้ @ WHARTON, มองใกล้ที่ Sovereign Wealth Funds: ลับ, ที่มีประสิทธิภาพ, อลหม่านและขนาดใหญ่ในhttp://knowledge.wharton.upenn.edu/article.cfm?articleid=1868 , เข้าถึงได้ใน 23 มีนาคม 2008
[จิ] JOHNSON, เอสเพิ่มขึ้นของ Sovereign Wealth Fundsในhttp://www.imf.org/external/pubs/ft/fandd/2007/09/straight.htm , เข้าถึงได้ใน 24 มีนาคม 2008
[สิบ]เศรษฐศาสตร์ไม่มั่นคงสินทรัพย์ในทางเศรษฐศาสตร์ , 19-25 มกราคม 2008
[สิบสาม]ความรู้ @ WHARTON, มองใกล้ที่ Sovereign Wealth Funds: ลับ, ที่มีประสิทธิภาพ, อลหม่านและขนาดใหญ่ในhttp://knowledge.wharton.upenn.edu/article.cfm?articleid=1868 , เข้าถึงได้ใน 23 มีนาคม 2008 .
[xiv] BURTON, J, กองทุนความมั่งคั่งประโยชน์บีบเครดิตในไทม์ทางการเงินวันที่ 24 มีนาคม 2008 ตามข้อมูลที่มาจาก Dealogic SWFs ลงทุนในปี 2007 $ 48500000000 และในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2008 $ 24400000000 ส่วนใหญ่ของการลงทุนทั้งหมด - ข้อสรุปถึง $ 72900000000 - เกี่ยวข้องกับกิจกรรมธนาคารมีบริการทางการเงินการบัญชีสำหรับ $ 60700000000
[XV] JOHNSON, เอสเพิ่มขึ้นของ Sovereign Wealth Fundsในhttp://www.imf.org/external/pubs/ft/fandd/2007/09/straight.htm , เข้าถึงได้ใน 22 มีนาคม 2008
[เจ้าพระยา] Ibidem
[xvii] Kimmitt, อาร์เอ็ม, รอยเท้าของประชาชนในตลาดเอกชน , เข้าถึงได้บน 24 มีนาคม 2008
[xviii] Ibidem
[เก้า] Ibidem
[XX] TESLIK แอลเอช, Sovereign Wealth Funds , เข้าถึงได้บน 24 มีนาคม 2008
[XXI] Ibidem
[xxii] CFIUS เป็นประธานโดยกระทรวงการคลัง มันถูกสร้างโดยฟอร์ดประธานบริหารการสั่งซื้อ 11,858 ในปี 1975 ประธานาธิบดีเรแกนได้รับมอบหมายกำกับดูแลประธานาธิบดี CFIUS ตามคำสั่งผู้บริหารของเขาในปี 1988 12,661 ดู: http://www.treas.gov/offices/international-affairs/exon-florio
[XXIII] Kimmitt, อาร์เอ็ม, รอยเท้าของประชาชนในตลาดเอกชน , เข้าถึงได้บน 24 มีนาคม 2008
[XXV]เศรษฐศาสตร์ที่แพงที่สุดของสโมสรโลกในhttp://www.economist.com/finance/displaystory.cfm?story_id=9230598 , เข้าถึงได้ใน 23 มีนาคม 2008
[XXVI] Weisman เอสอาร์, กองทุน Sovereign เห็นด้วยที่จะชุน "ภูมิรัฐศาสตร์" เงินลงทุนในนิวยอร์กไทม์สวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2008
[xxvii] ปีเตอร์สันสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศ: http://www.iie.com
[xxviii] TRUMAN, อีเอ็ม, Sovereign Wealth Funds: Need for มหานครความโปร่งใสและความรับผิดชอบใน:http://www.iie.com/publications/pb/pb07-6.pdf , เข้าถึงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2008 สำหรับการปฏิรูปกวาดเพิ่มเติมโปรดดูที่: Rediker, D. , CREBO-Rediker เอช, เงินลงทุนต่างประเทศและกองทุน Sovereign Wealthใน: http://www.newamerica.net/files/GSFIWorkingPaper1.pdf , เข้าถึงได้ใน 24 มีนาคม 2008 .
[XXIX] FRBSF เศรษฐกิจจดหมาย, กองทุนความมั่งคั่งแห่ง: สะดุดบล็อกหรือ Stepping Stones เพื่อโลกาภิวัตน์ทางการเงิน?ใน:http://www.frbsf.org/publications/economics/letter/2007/el2007-38.pdf , เข้าถึงได้ในเดือนมีนาคม 24, 2008; ดูเพิ่มเติมที่มีการอ้างอิงถึงข้อเสนอนี้: เศรษฐศาสตร์, ความกลัวของชาวต่างชาติใน: http://www.economist.com/business/displaystory.cfm?story_id=9641906 , เข้าถึงได้ใน 24 มีนาคม 2008
[xxx]ข่าวบีบีซี, สหภาพยุโรปในกองทุน Sovereign Wealth โทรใน: http://news.bbc.co.uk/2/hi/business/7267506.stmเข้าถึง 22 มีนาคม 2008
[XXXI] COM (2008) 115 สุดท้ายวิธียุโรปสามัญเพื่อ Sovereign Wealth Fundsใน:http://ec.europa.eu/commission_barroso/president/pdf/COM2008_115_en.pdf , เข้าถึงได้ใน 25 มีนาคม 2008
[xxxii] Ibidem
[XXXIII] Ibidem
[xxxiv] Ibidem.มาตรการดำเนินการโดยประเทศสมาชิกจะต้องไม่เป็นวิธีการของการเลือกปฏิบัติโดยพลการหรือข้อ จำกัด ที่ปลอมตัวในการเคลื่อนไหวของเงินทุนมาตรา 56 EC
[XXXV] JOHNSON, เอสเพิ่มขึ้นของ Sovereign Wealth Fundsใน:http://www.imf.org/external/pubs/ft/fandd/2007/09/straight.htm , เข้าถึงได้ใน 24 มีนาคม 2008
[XXXVI] ǺSLUND, a, ความจริงเกี่ยวกับ Sovereign Wealth Funds , เข้าถึงได้บน 23 มีนาคม 2008
บรรณานุกรม
AIZENMAN เจกักตุนขนาดใหญ่ของเงินสำรองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นใหม่สถาปัตยกรรมใน:http://www.nber.org/papers/w13277
ǺSLUND, a, ความจริงเกี่ยวกับ Sovereign Wealth Funds , in:http://pseudonymity.wordpress.com/2008/01/30/the-truth-about-sovereign-wealth-funds-ubs-sub-prime-losses-mount-bank-deep-in-red/
ข่าวบีบีซี, สหภาพยุโรปในกองทุน Sovereign Wealth โทรใน:http://news.bbc.co.uk/2/hi/business/7267506.stm
BURTON เจกองทุนความมั่งคั่งประโยชน์บีบเครดิตในFinancial Times , 24 มีนาคม 2008
COM (2008) 115 สุดท้ายวิธียุโรปสามัญเพื่อ Sovereign Wealth Fundsใน:http://ec.europa.eu/commission_barroso/president/pdf/COM2008_115_en.pdf
Kimmitt, อาร์เอ็ม, รอยเท้าของประชาชนในตลาดเอกชน , in: http://www.foreignaffairs.org/20080101faessay87109/robert-m-kimmitt/public-footprints-in-private-markets.html
FRBSF เศรษฐกิจจดหมาย, กองทุนความมั่งคั่งแห่ง: สะดุดบล็อกหรือ Stepping Stones เพื่อโลกาภิวัตน์ทางการเงิน?ใน: http://www.frbsf.org/publications/economics/letter/2007/el2007-38.pdf
ความรู้ @ WHARTON, มองใกล้ที่ Sovereign Wealth Funds: ลับ, ที่มีประสิทธิภาพ, อลหม่านและขนาดใหญ่ใน:http://knowledge.wharton.upenn.edu/article.cfm?articleid=1868
JOHNSON, เอสเพิ่มขึ้นของ Sovereign Wealth Fundsใน:http://www.imf.org/external/pubs/ft/fandd/2007/09/straight.htm
Rediker, D. , CREBO-Rediker เอชต่างประเทศ และเงินลงทุนกองทุน Sovereign Wealthใน: http://www.newamerica.net/files/GSFIWorkingPaper1.pdf
SUMMERS ลิตร, กองทุนรวมที่เขย่าลอจิกทุนนิยมในไทม์ทางการเงิน, 29 กรกฎาคม 2007
TESLIK แอลเอช, Sovereign Wealth Funds , in:http://www.cfr.org/publication/15251/sovereign_wealth_funds.html?breadcrumb=%2Fbios%2F12286%2Flee_hudson_teslik
เศรษฐศาสตร์สินทรัพย์ความไม่มั่นคงในทางเศรษฐศาสตร์ , 19-25 มกราคม 2008
นักเศรษฐศาสตร์, ความกลัวของชาวต่างชาติใน: http://www.economist.com/business/displaystory.cfm?story_id=9641906
เศรษฐศาสตร์การรุกรานของจักรพรรดิ-กองทุนความมั่งคั่งในทางเศรษฐศาสตร์ , 19-25 มกราคม
เศรษฐศาสตร์คลับที่แพงที่สุดในโลกใน: http://www.economist.com/finance/displaystory.cfm?story_id=9230598
TRUMAN, อีเอ็ม, กองทุนความมั่งคั่งแห่ง: Need for มหานครความโปร่งใสและความรับผิดชอบใน:http://www.iie.com/publications/pb/pb07-6.pdf
Weisman เอสอาร์, กองทุน Sovereign เห็นด้วยที่จะชุน "ภูมิรัฐศาสตร์" เงินลงทุนในนิวยอร์กไทม์สวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2008
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-Cover-April-2008.jpg)
-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-1-April-2008.jpg)
-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-2-April-2008.jpg)
-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-3-April-2008.jpg)
-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-4-April-2008.jpg)
-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-5-April-2008.jpg)
-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-6-April-2008.jpg)
-Are-These-Funds-Friends-or-Enemies-of-the-North-American-and-European-Economies-7-April-2008.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
โพสต์แสดงความคิดเห็น
เชื่อมโยงการโพสต์นี้ให้ผู้อื่น